🦠

โรคแคงเกอร์ (Citrus Canker) สาเหตุ อาการ วิธีรักษาและป้องกัน

⚠️ รุนแรง 👁️ 0 views

โรคแคงเกอร์ (Citrus Canker) โร...

ภาพการระบาดรุนแรงของโรคแคงเกอร์บนพุ่มใบมะนาว สังเกตเห็นจุดแผลสีน้ำตาลกระจายตัวหนาแน่นทั่วทุกใบ และลามไปตามกิ่งก้าน
📊
ประเภท
โรคจากแบคทีเรีย
🧫
เชื้อสาเหตุ
Xanthomonas citri subsp. citri (แบคทีเรีย)
📡
การแพร่ระบาด
ลม, ฝน, น้ำกระเด็น, หนอนชอนใบ
📅
อัปเดตล่าสุด
30 พ.ย. 2025

📋 ภาพรวมโรค

โรคแคงเกอร์ (Citrus Canker) เป็นโรคร้ายแรงที่พบในพืชตระกูลส้ม ทำให้เกิดแผลนูนคล้ายสะเก็ดบนใบ ผล และกิ่ง ส่งผลให้ผลผลิตลดลงและคุณภาพผลไม้ต่ำ โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่แพร่กระจายได้รวดเร็วผ่านลมและฝน หากไม่รีบควบคุมอาจลุกลามทำลายสวนส้มทั้งหมด

บทความนี้จะอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับโรคแคงเกอร์ ตั้งแต่สาเหตุ อาการ การแพร่กระจาย ไปจนถึงวิธีรักษาและป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพ

โรคแคงเกอร์คืออะไร?

โรคแคงเกอร์เป็นโรคพืชที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas citri subsp. citri (เดิมชื่อ Xanthomonas axonopodis pv. citri) เป็นโรคที่รู้จักกันมานานกว่า 100 ปี พบครั้งแรกในเอเชีย และแพร่กระจายไปทั่วโลกในเขตปลูกส้ม

โรคนี้ส่งผลกระทบร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมส้ม เนื่องจากทำให้ผลไม้มีตำหนิ ขายไม่ได้ราคา และหลายประเทศห้ามนำเข้าผลไม้ที่มีโรคแคงเกอร์ ทำให้เกษตรกรสูญเสียรายได้มหาศาล

พืชที่เป็นโรคแคงเกอร์

โรคแคงเกอร์เกิดกับพืชตระกูลส้ม (Citrus) ทุกชนิด โดยมีความอ่อนไหวต่อโรคแตกต่างกัน:

อ่อนไหวมาก (High Susceptibility)

  • มะนาว (Lime) – ทั้งมะนาวแป้นและมะนาวพิจิตร
  • ส้มโอ (Pomelo)
  • เกรปฟรุต (Grapefruit)

อ่อนไหวปานกลาง (Moderate Susceptibility)

  • ส้มเขียวหวาน (Tangerine)
  • ส้มแมนดาริน (Mandarin)
  • ส้มเปลือกล่อน

อ่อนไหวน้อย (Low Susceptibility)

  • ส้มเช้ง
  • มะกรูด
  • ส้มซ่า

อาการของโรคแคงเกอร์

โรคแคงเกอร์มีอาการที่เด่นชัดและสังเกตได้ง่าย โดยพบอาการได้ทั้งที่ใบ ผล และกิ่ง:

อาการที่ใบ

  • เริ่มจากจุดเล็กๆ สีเหลืองอ่อน ฉ่ำน้ำ
  • จุดขยายใหญ่ขึ้น นูนเป็นสะเก็ดสีน้ำตาล
  • รอบแผลมีวงสีเหลือง (Yellow Halo) ชัดเจน
  • แผลมีลักษณะนูนทั้งด้านบนและด้านล่างใบ
  • ผิวแผลขรุขระคล้ายกระดาษทราย
  • ใบอาจบิดงอหรือร่วงก่อนกำหนด

อาการที่ผล

  • แผลนูนคล้ายสะเก็ดบนผิวผล
  • แผลสีน้ำตาลอ่อนถึงน้ำตาลเข้ม
  • มีวงสีเหลืองรอบแผล (ในระยะแรก)
  • แผลอาจรวมกันเป็นแผลใหญ่
  • ผลเสียรูป ผิวไม่สวย ขายไม่ได้ราคา
  • ผลอาจแตกและร่วงก่อนสุก

อาการที่กิ่ง

  • แผลนูนสีน้ำตาลบนกิ่งอ่อน
  • แผลอาจขยายเป็นทางยาวตามกิ่ง
  • กิ่งอาจแห้งตายเมื่อเป็นรุนแรง

ลักษณะเฉพาะของแผลแคงเกอร์

แผลโรคแคงเกอร์มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากโรคอื่น:

ลักษณะ โรคแคงเกอร์ โรคสะเก็ดดำ
ผิวแผล นูน ขรุขระ เหมือนปะการัง แบน หรือบุ๋มเล็กน้อย
วงสีเหลือง มี ชัดเจน ไม่มี หรือไม่ชัด
ตำแหน่งบนใบ นูนทั้งสองด้าน ด้านเดียว
สาเหตุ แบคทีเรีย เชื้อรา

การแพร่กระจายของโรค

โรคแคงเกอร์แพร่กระจายได้หลายทาง:

1. ลมและฝน (Wind-driven Rain)

เป็นทางแพร่กระจายหลัก ละอองน้ำที่มีเชื้อถูกพัดไปกับลม ทำให้โรคแพร่ได้ไกลหลายกิโลเมตร โดยเฉพาะในช่วงพายุหรือลมแรง

2. น้ำ (Water Splash)

น้ำฝนหรือน้ำรดต้นไม้กระเด็นจากใบที่เป็นโรคไปสู่ใบปกติ

3. แมลง (Insects)

หนอนชอนใบส้ม (Citrus Leaf Miner) สร้างแผลบนใบ ทำให้เชื้อเข้าได้ง่าย และยังพาเชื้อไปยังต้นอื่น

4. อุปกรณ์และคน (Tools & Human)

เครื่องมือตัดแต่งกิ่ง เสื้อผ้า รองเท้า หรือมือของคนงานที่สัมผัสต้นที่เป็นโรค

5. กิ่งพันธุ์ (Propagation Material)

การนำกิ่งพันธุ์จากต้นที่เป็นโรคไปขยายพันธุ์

สภาวะที่เอื้อต่อการเกิดโรค

โรคแคงเกอร์ระบาดรุนแรงในสภาวะ:

  • อุณหภูมิ: 25-35°C (เหมาะสมที่สุด 28-32°C)
  • ความชื้น: สูงกว่า 80% หรือมีฝนตกบ่อย
  • ฤดูกาล: ฤดูฝน (พ.ค.-ต.ค.) ระบาดรุนแรง
  • ช่วงแตกใบอ่อน: ใบอ่อนอ่อนไหวต่อโรคมาก
  • หลังพายุ: ลมแรงทำให้เกิดแผลและแพร่เชื้อ
  • หนอนชอนใบระบาด: สร้างแผลให้เชื้อเข้า

วิธีรักษาโรคแคงเกอร์

การรักษาด้วยสารเคมี

โรคแคงเกอร์เกิดจากแบคทีเรีย การรักษาจึงต้องใช้สารประเภทคอปเปอร์หรือยาปฏิชีวนะ:

1. สารประกอบทองแดง (Copper Compounds)

  • คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ (Copper Hydroxide): 30-50 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
  • คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ (Copper Oxychloride): 40-60 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
  • บอร์โดมิกซ์เจอร์ (Bordeaux Mixture): ผสมเอง จุนสี:ปูนขาว:น้ำ = 1:1:100
  • ฉีดพ่นทุก 7-14 วัน ในช่วงแตกใบอ่อนหรือฤดูฝน

2. ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics)

  • สเตรปโตมัยซิน (Streptomycin): 1-2 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
  • คาซูกามัยซิน (Kasugamycin): ตามฉลาก
  • ใช้สลับกับสารทองแดง ไม่ใช้ติดต่อกันเกิน 3 ครั้ง

ข้อควรระวังในการใช้สารเคมี

  • ฉีดพ่นในช่วงเช้าหรือเย็น หลีกเลี่ยงแดดจัด
  • ไม่ฉีดพ่นขณะฝนตกหรือจะตก
  • สารทองแดงอาจทำให้ใบไหม้ในอากาศร้อนจัด
  • สวมอุปกรณ์ป้องกันขณะฉีดพ่น

การรักษาแบบอินทรีย์/ธรรมชาติ

สำหรับเกษตรอินทรีย์หรือต้องการลดสารเคมี:

  • น้ำหมักจุลินทรีย์ EM: 50-100 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก 7 วัน
  • น้ำส้มควันไม้: 30-50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร
  • สารสกัดจากใบสะเดา: ช่วยควบคุมหนอนชอนใบ
  • บาซิลลัส ซับทิลิส (Bacillus subtilis): จุลินทรีย์ควบคุมโรค

หมายเหตุ: วิธีอินทรีย์เหมาะสำหรับการป้องกันและควบคุมในระยะเริ่มต้น หากระบาดรุนแรงควรใช้สารเคมีร่วมด้วย

การป้องกันโรคแคงเกอร์

การป้องกันสำคัญกว่าการรักษา เนื่องจากโรคแคงเกอร์รักษายากเมื่อระบาดแล้ว:

1. ใช้กิ่งพันธุ์ปลอดโรค

  • ซื้อกิ่งพันธุ์จากแหล่งที่เชื่อถือได้
  • ตรวจสอบใบและกิ่งก่อนนำมาปลูก
  • กักกันต้นใหม่ 1-2 เดือนก่อนปลูกรวมกับต้นเดิม

2. ควบคุมหนอนชอนใบ

  • หนอนชอนใบสร้างแผลให้เชื้อเข้า
  • ฉีดพ่นสารกำจัดหนอนในช่วงแตกใบอ่อน
  • ใช้กับดักกาวเหลืองดักตัวเต็มวัย

3. ตัดแต่งกิ่งและทำลายส่วนที่เป็นโรค

  • ตัดกิ่งที่เป็นโรครุนแรงออก ตัดให้ลึกกว่าแผล 10-15 ซม.
  • เก็บใบร่วงที่เป็นโรคออกจากสวน
  • เผาทำลายนอกสวน ห้ามทิ้งในสวน

4. ฆ่าเชื้ออุปกรณ์

  • ทำความสะอาดเครื่องมือด้วยแอลกอฮอล์ 70%
  • หรือแช่ในน้ำยาฟอกขาวเจือจาง (1:10)
  • ทำทุกครั้งก่อนเปลี่ยนต้น

5. ปลูกแนวกันลม

  • ปลูกต้นไม้กันลมรอบสวน
  • ลดการแพร่กระจายทางลม
  • ลดแผลจากลมพัด

6. ฉีดพ่นป้องกันในช่วงเสี่ยง

  • ฉีดสารทองแดงก่อนฤดูฝน
  • ฉีดพ่นหลังพายุหรือลมแรง
  • ฉีดพ่นในช่วงแตกใบอ่อน

การจัดการสวนที่เป็นโรครุนแรง

หากโรคระบาดรุนแรงจนควบคุมไม่ได้:

  1. ตัดต้นที่เป็นโรครุนแรงออก (เกิน 30% ของทรงพุ่ม)
  2. ขุดรากออกให้หมด
  3. เผาทำลายนอกสวน
  4. พักแปลงอย่างน้อย 6 เดือน – 1 ปี
  5. ปรับปรุงดินและระบบระบายน้ำ
  6. ปลูกใหม่ด้วยกิ่งพันธุ์ปลอดโรค

ตารางการฉีดพ่นป้องกันโรคแคงเกอร์

ช่วงเวลา สารที่ใช้ หมายเหตุ
ก่อนฤดูฝน (เม.ย.-พ.ค.) คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ ฉีด 2 ครั้ง ห่างกัน 14 วัน
ฤดูฝน (มิ.ย.-ก.ย.) คอปเปอร์ + ยาปฏิชีวนะ (สลับ) ฉีดทุก 7-14 วัน
หลังพายุ คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ ฉีดภายใน 24-48 ชม.
ช่วงแตกใบอ่อน คอปเปอร์ + สารกำจัดหนอน ฉีดทุก 7 วัน

ผลกระทบทางเศรษฐกิจ

โรคแคงเกอร์ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมาก:

  • ผลผลิตลดลง 20-50% ในสวนที่ระบาด
  • ผลไม้มีตำหนิ ขายได้ราคาต่ำ
  • ต้นทุนค่ายาและแรงงานเพิ่มขึ้น
  • หลายประเทศห้ามนำเข้าผลไม้ที่มีโรค
  • อาจต้องโค่นต้นทิ้งทั้งสวน

สรุป

โรคแคงเกอร์เป็นโรคร้ายแรงของพืชตระกูลส้มที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas citri ทำให้เกิดแผลนูนคล้ายสะเก็ดบนใบ ผล และกิ่ง โรคแพร่กระจายได้เร็วผ่านลม ฝน และหนอนชอนใบ

การป้องกันสำคัญกว่าการรักษา โดยต้องใช้กิ่งพันธุ์ปลอดโรค ควบคุมหนอนชอนใบ ตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรค และฉีดพ่นสารทองแดงป้องกันในช่วงเสี่ยง หากระบาดรุนแรงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนจัดการอย่างเหมาะสม

❓ คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

+ ผลไม้ที่เป็นโรคแคงเกอร์กินได้ไหม?

กินได้ครับ ไม่เป็นอันตรายต่อคน เพราะโรคแคงเกอร์เป็นโรคพืชเท่านั้น แต่ผลที่เป็นโรคจะมีผิวไม่สวย รสชาติอาจลดลงเล็กน้อย และเน่าเสียเร็วกว่าปกติ จึงไม่เป็นที่นิยมในท้องตลาด

+ โรคแคงเกอร์รักษาหายขาดได้ไหม?

แผลที่เกิดขึ้นแล้วรักษาไม่หาย แต่สามารถควบคุมไม่ให้แพร่กระจายได้ โดยตัดส่วนที่เป็นโรคออก ฉีดพ่นสารทองแดงเป็นประจำ และป้องกันไม่ให้เกิดแผลใหม่ ใบและผลชุดใหม่จะปลอดโรคหากดูแลดี

+ ทำไมต้องควบคุมหนอนชอนใบด้วย?

หนอนชอนใบสร้างทางขุดบนใบอ่อน ทำให้เกิดแผลที่เป็นช่องทางให้เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่พืชได้ง่าย การควบคุมหนอนชอนใบจึงช่วยลดการเกิดโรคแคงเกอร์ได้อย่างมาก

+ ฉีดพ่นสารทองแดงบ่อยแค่ไหน?

ในช่วงฤดูฝนหรือช่วงแตกใบอ่อน ควรฉีดพ่นทุก 7-14 วัน ช่วงอื่นอาจฉีดเดือนละ 1-2 ครั้ง และควรฉีดภายใน 24-48 ชั่วโมงหลังพายุหรือลมแรง เพราะเป็นช่วงที่เชื้อแพร่กระจายมากที่สุด

+ โรคแคงเกอร์ต่างจากโรคสะเก็ดดำอย่างไร?

แผลแคงเกอร์จะนูนขรุขระคล้ายปะการัง มีวงสีเหลืองรอบชัดเจน และนูนทั้งสองด้านของใบ ส่วนสะเก็ดดำจะแบนหรือบุ๋มเล็กน้อย ไม่มีวงสีเหลือง และเกิดจากเชื้อราไม่ใช่แบคทีเรีย การรักษาจึงแตกต่างกัน

🔍 อาการของโรค

ตรวจสอบว่าพืชของคุณมีอาการเหล่านี้หรือไม่

อาการที่ใบ:
- จุดเล็กสีเหลืองอ่อนฉ่ำน้ำ ขยายเป็นแผลนูนสีน้ำตาล
- มีวงสีเหลือง (Yellow Halo) รอบแผลชัดเจน
- แผลนูนทั้งด้านบนและด้านล่างใบ
- ผิวแผลขรุขระคล้ายกระดาษทราย
- ใบอาจบิดงอหรือร่วงก่อนกำหนด

อาการที่ผล:
- แผลนูนคล้ายสะเก็ดบนผิวผล
- สีน้ำตาลอ่อนถึงเข้ม มีวงสีเหลืองรอบ
- ผลเสียรูป ผิวไม่สวย
- ผลอาจแตกและร่วงก่อนสุก

อาการที่กิ่ง:
- แผลนูนสีน้ำตาลบนกิ่งอ่อน
- อาจขยายเป็นทางยาวตามกิ่ง
- กิ่งอาจแห้งตายเมื่อเป็นรุนแรง

💊 วิธีรักษาและป้องกัน

⚡ แนวทางแก้ปัญหาโรคนี้อย่างมีประสิทธิภาพ

🧪 การรักษาด้วยสารเคมี

สารประกอบทองแดง:
- คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ 30-50 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
- คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ 40-60 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
- บอร์โดมิกซ์เจอร์ (จุนสี:ปูนขาว:น้ำ = 1:1:100)
- ฉีดพ่นทุก 7-14 วัน ในช่วงเสี่ยง

ยาปฏิชีวนะ:
- สเตรปโตมัยซิน 1-2 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
- คาซูกามัยซิน ตามฉลาก
- ใช้สลับกับสารทองแดง ไม่ใช้ติดต่อเกิน 3 ครั้ง

🌿 การรักษาแบบอินทรีย์/ธรรมชาติ

- น้ำหมักจุลินทรีย์ EM 50-100 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร
- น้ำส้มควันไม้ 30-50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร
- สารสกัดจากใบสะเดา (ควบคุมหนอนชอนใบ)
- บาซิลลัส ซับทิลิส (Bacillus subtilis)
- เหมาะสำหรับการป้องกันและควบคุมระยะเริ่มต้น

🛡️ วิธีป้องกันโรค

1. ใช้กิ่งพันธุ์ปลอดโรค จากแหล่งที่เชื่อถือได้
2. ควบคุมหนอนชอนใบ ซึ่งสร้างแผลให้เชื้อเข้า
3. ตัดกิ่งที่เป็นโรคออก ตัดลึกกว่าแผล 10-15 ซม.
4. เก็บใบร่วงที่เป็นโรค เผาทำลายนอกสวน
5. ฆ่าเชื้ออุปกรณ์ด้วยแอลกอฮอล์ 70% ทุกครั้ง
6. ปลูกแนวกันลมรอบสวน ลดการแพร่กระจาย
7. ฉีดพ่นสารทองแดงป้องกันก่อนฤดูฝนและหลังพายุ

🧬 สาเหตุและการแพร่ระบาด

ทำความเข้าใจกลไกการเกิดและการแพร่กระจายของโรค

🔬 เชื้อสาเหตุ

Xanthomonas citri subsp. citri (แบคทีเรีย)

📡 การแพร่กระจาย

ลมและฝน, น้ำกระเด็น, หนอนชอนใบ, อุปกรณ์และคน, กิ่งพันธุ์

🌡️ สภาพแวดล้อมที่เหมาะต่อการระบาด

- อุณหภูมิ 25-35°C (เหมาะสมที่สุด 28-32°C)
- ความชื้นสูงกว่า 80% หรือมีฝนตกบ่อย
- ฤดูฝน (พ.ค.-ต.ค.) ระบาดรุนแรง
- ช่วงแตกใบอ่อน ใบอ่อนอ่อนไหวต่อโรคมาก
- หลังพายุ ลมแรงทำให้เกิดแผลและแพร่เชื้อ
- หนอนชอนใบระบาด สร้างแผลให้เชื้อเข้า