สรุปสั้น (TL;DR)
อ่าน 30 วินาที- โรครากเน่าโคนเน่า เกิดจาก *Phytophthora palmivora* ซึ่งเป็นโอโอไมซีต ไม่ใช่เชื้อราแท้ — สารกำจัดเชื้อราบางกลุ่มจึงไม่ได้ผล
- อาการ: โคนต้นมีแผลฉ่ำน้ำสีน้ำตาลเข้ม มียางไหล ใบซีดไม่เป็นมันเงาแล้วเหลืองร่วง รากฝอยเน่าดำเปื่อยยุ่ย
- น้ำขังคือตัวการหลัก เพราะซูโอสปอร์ว่ายน้ำไปหารากได้เอง ระบาดหนักที่สุดในฤดูฝน
- รักษาตามจุด: แผลโคนต้นถากแล้วทา เมทาแลกซิล 25% WP 40-60 ก./น้ำ 1 ล. ทุก 7 วัน | ใบเหลืองฉีดฟอสโฟนิก แอซิด 40% SL (1:1) 20 มล./ต้น | ผลเน่าพ่นทรงพุ่ม 30-50 ก./น้ำ 20 ล.
- PHI: หยุดพ่นก่อนเก็บเกี่ยวอย่างน้อย 15 วัน (ทุเรียน) — ตรวจฉลากทุกครั้งเพราะต่างกันตามพืชและผลิตภัณฑ์
- ป้องกัน: ปลูกยกโคก ระบายน้ำดี ปรับ pH ดินราว 5.5–6.5 ใส่ไตรโคเดอร์มา 1:4:100 โรย 50 ก./ตร.ม. ก่อนเข้าฤดูฝน
- พืชที่เสี่ยง: ทุเรียน, มะพร้าว, ยางพารา, กล้วยไม้, มะละกอ, ส้ม, โกโก้
📋 ภาพรวมโรค
โรครากเน่าโคนเน่า (Root Rot and Stem Rot) เกิดจากเชื้อ Phytophthora palmivora ซึ่งเป็นจุลินทรีย์กลุ่มโอโอไมซีตที่อาศัยอยู่ในดิน เข้าทำลายราก โคนต้น และลำต้น ทำให้เนื้อเยื่อเน่าฉ่ำน้ำ ต้นทรุดโทรมและยืนต้นตายได้ในที่สุด ระบาดรุนแรงที่สุดในฤดูฝนที่ดินชื้นแฉะและระบายน้ำไม่ดี
เชื้อสาเหตุและการแพร่ระบาด

เชื้อสาเหตุ: Phytophthora palmivora (Butler) Butler
สิ่งที่เกษตรกรส่วนใหญ่เข้าใจผิดคือ Phytophthora ไม่ใช่เชื้อราแท้ แต่เป็น โอโอไมซีต (Oomycete) ในไฟลัม Oomycota ซึ่งมีผนังเซลล์เป็นเซลลูโลส (ราแท้เป็นไคติน) และเส้นใยไม่มีผนังกั้น จุดนี้สำคัญในทางปฏิบัติ เพราะสารกำจัดเชื้อราบางกลุ่มไม่ได้ผลกับเชื้อนี้ สารหลักที่ใช้รักษาจึงเป็นกลุ่มที่ออกฤทธิ์กับโอโอไมซีต เช่น เมทาแลกซิลและฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม
วงจรชีวิตของเชื้อ
เชื้อสร้าง คลามัยโดสปอร์ (Chlamydospore) ที่มีผนังหนา ทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี และมีชีวิตอยู่ในดินได้นาน ช่วงนี้จึงดูเหมือนสวนไม่มีโรค
เมื่อดินได้รับน้ำ คลามัยโดสปอร์งอกและสร้าง สปอร์แรงเจีย (Sporangia) เตรียมปล่อยสปอร์รุ่นใหม่
ปล่อย ซูโอสปอร์ (Zoospore) ที่มีหางว่ายน้ำได้ เคลื่อนที่ในฟิล์มน้ำในดินไปหารากพืช นี่คือเหตุผลที่น้ำขังคือหายนะ เพราะเท่ากับสร้างทางด่วนให้เชื้อ
ซูโอสปอร์เกาะผิวราก สร้างเส้นใยและ appressoria เจาะเข้าเนื้อเยื่อ จากนั้นสร้าง haustoria ดูดอาหารและปล่อยสารทำลายภูมิคุ้มกันพืช ก่อนเปลี่ยนเป็นระยะทำลายเนื้อเยื่อจนเน่า
ช่องทางการแพร่ระบาด
- น้ำ — ซูโอสปอร์ว่ายน้ำได้เอง น้ำไหลบ่า น้ำท่วมขัง น้ำในร่องสวน คือช่องทางหลัก
- น้ำฝนสาดกระเด็น — พาเชื้อจากดินขึ้นไปที่โคนต้นและผลที่อยู่ต่ำ
- ดินติดเครื่องมือ — จอบ มีด รองเท้าบูท ล้อรถไถ ล้อรถเข็น
- ต้นพันธุ์และวัสดุปลูกปนเปื้อน — ต้นกล้าจากแหล่งที่มีโรค ดินผสม ขุยมะพร้าว
- ผลเน่าที่ร่วงหล่น — สร้างสปอร์จำนวนมากแล้วสะสมกลับลงดิน
อาการของโรค
อาการแบ่งได้ตามส่วนที่ถูกเข้าทำลาย ซึ่งเกษตรกรมักเรียกชื่อโรคต่างกันไปตามจุดที่เห็น ทั้งที่เป็นเชื้อตัวเดียวกัน
1. อาการที่ราก
- รากฝอยเน่าเป็นสีน้ำตาลถึงดำ เปื่อยยุ่ย ดึงแล้วเปลือกรากหลุดออกเหลือแต่แกน
- ลุกลามเข้าสู่รากแขนงและรากแก้ว
- ใบที่ปลายกิ่งจะซีด เหี่ยว และหลุดร่วง
- ถ้าลามถึงรากและโคนต้น ต้นจะโทรมและยืนต้นตาย
2. อาการที่โคนต้นและลำต้น
- เปลือกมีสีเข้มคล้ายถูกน้ำ เป็นวงหรือเป็นทางน้ำไหลลงด้านล่าง
- มียางไหลสีน้ำตาลแดง หรือของเหลวสีเหลืองเยิ้มออกมาจากรอยแผล
- เมื่อถากเปลือกออกจะเห็นเนื้อไม้เป็นสีน้ำตาลเข้มฉ่ำน้ำ มีขอบเขตชัดเจนกับเนื้อดี
- ใบเหลืองเฉพาะบางกิ่ง — เป็นสัญญาณว่าแผลอยู่ตรงกิ่งนั้น
3. อาการที่ใบ
- ใบไม่เป็นมันเงา สีซีดลงเรื่อย ๆ
- ใบเหลืองซีดแล้วหลุดร่วง
- ใบอ่อนเหี่ยวเหลือง มีจุดแผลสีน้ำตาลอ่อนฉ่ำน้ำ เส้นใบมีสีน้ำตาลดำ
4. อาการที่ผล
- เกิดจุดแผลสีน้ำตาลดำฉ่ำน้ำ มักเริ่มที่ผลด้านล่างของทรงพุ่มก่อน
- แผลขยายลุกลามเข้าเนื้อ ทำให้ผลเน่าและร่วง
- ในสภาพชื้นจัดจะเห็นเส้นใยสีขาวบนแผล
สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดโรค
ปัจจัยสำคัญที่สุด เพราะซูโอสปอร์ต้องการฟิล์มน้ำในการเคลื่อนที่ ช่วงที่ดินแฉะหรือมีน้ำขังติดต่อกันคือช่วงอันตราย
ระบาดหนักที่สุดในช่วงฝนชุก ความชื้นสัมพัทธ์สูง และดินชื้นแฉะตลอดเวลา
สภาพอากาศร้อนชื้นแบบเขตร้อนเอื้อต่อการเจริญของเชื้อได้ตลอดทั้งปีเมื่อมีน้ำเพียงพอ
ดินที่เป็นกรดมากเกินช่วงที่เหมาะทำให้พืชอ่อนแอ กรมวิชาการเกษตรระบุว่าดินปลูกทุเรียนควรมี pH ประมาณ 5.5–6.5
เป็นช่วงที่ต้นใช้พลังงานมาก ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
จากการไถพรวน ตัดหญ้าชนโคน หรือหนอนเจาะลำต้น กลายเป็นประตูให้เชื้อเข้า
พืชที่ได้รับผลกระทบ
Phytophthora palmivora มีพืชอาศัยกว่า 200 ชนิดในเขตร้อน โดยในไทยพบสำคัญดังนี้
พืชเป้าหมายหลัก เสียหายรุนแรงที่สุด ยืนต้นตายได้ทั้งต้น
ชื่อ palmivora มาจากการพบครั้งแรกในตาลโตนดเมื่อปี 1907
พบร่วมกับ Phytophthora botryosa ระบาดที่หน้ากรีดในฤดูฝนชุก
พบในสกุลหวาย แวนดา มอคคารา แคทลียา ยอดเน่าสีน้ำตาล จับแล้วหลุดติดมือ
ต้นกล้าอ่อนแอที่สุด ในดินระบายน้ำไม่ดีเป็นได้ทุกอายุ
โกโก้เรียกโรคฝักดำ (Black Pod) เป็นโรคสำคัญอันดับหนึ่งของโกโก้โลก
วิธีรักษาด้วยสารเคมี
วิธีใช้สารจะต่างกันตามจุดที่พบอาการ ไม่ใช่ใช้แบบเดียวกันทั้งหมด
สารที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำ
เมทาแลกซิล (Metalaxyl) 25% WP
กลุ่ม FRAC 4 — Phenylamide · สารดูดซึม เคลื่อนย้ายขึ้นตามท่อน้ำ
- ราดดิน: 30–50 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ราดรอบทรงพุ่มให้ชุ่ม
- ทาแผล: 40–60 กรัม/น้ำ 1 ลิตร ทาทุก 7 วันจนแผลแห้ง
- พ่นทรงพุ่ม: 30–50 กรัม/น้ำ 20 ลิตร พ่น 1–2 ครั้ง ทุก 7–10 วัน
ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม (Fosetyl-Al) 80% WP
กลุ่ม FRAC P07 (ฟอสโฟเนต) · เคลื่อนย้ายได้ทั้งขึ้นและลง ไปถึงรากได้
- ราดดิน: 30–50 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
- ทาแผล (WP): 70 กรัม/น้ำ 1 ลิตร
- ทาแผล (WG 80%): 90 กรัม/น้ำ 1 ลิตร
- พ่นทรงพุ่ม: 30–50 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ทุก 7–10 วัน
ฟอสโฟนิก แอซิด (Phosphonic acid) 40% SL
กลุ่ม FRAC P07 (ฟอสโฟเนต) · ใช้ฉีดเข้าลำต้นโดยตรง
- ฉีดเข้าลำต้น: ผสมน้ำสะอาด อัตรา 1:1 ใส่กระบอกฉีดยา ใช้ 20 มิลลิลิตร/ต้น
- ฉีดเข้าเนื้อไม้ดีใกล้จุดที่เป็นโรค หรือด้านตรงข้ามอาการ
- ใช้เมื่อพบใบเริ่มซีดไม่เป็นมันเงา หรือใบเหลืองหลุดร่วง
- กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้ฉีดซ้ำทุก 30 วันจนต้นฟื้น
แมนโคเซบ + วาลิฟีนาเลท 60% + 6% WG
กลุ่ม FRAC M03 + 40 · สารผสมสำเร็จ ช่วยลดการดื้อยา
- ทาแผล: 100 กรัม/น้ำ 1 ลิตร
โพรพาโมคาร์บ + เมทาแลกซิล (Propamocarb + Metalaxyl) 10%+15% WP
กลุ่ม FRAC 28 + 4 · สูตรผสมสำเร็จ
- ทาแผล: 60 กรัม/น้ำ 1 ลิตร ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร
- สูตรนี้มีเมทาแลกซิลอยู่แล้ว จึงไม่นับเป็นการสลับกลุ่มกับเมทาแลกซิล
ขั้นตอนการรักษาตามอาการ
- ใช้มีดหรือเหล็กขูดที่สะอาด ถากหรือขูดผิวเปลือกที่เป็นโรคออก เอาส่วนที่เน่าดำฉ่ำน้ำออกจนถึงเนื้อดี
- ทาแผลด้วย ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% WP อัตรา 70 กรัม/น้ำ 1 ลิตร หรือ เมทาแลกซิล 25% WP อัตรา 40–60 กรัม/น้ำ 1 ลิตร
- ทาซ้ำ ทุก 7 วัน จนกว่าแผลจะแห้ง
- เผาทำลายเปลือกที่ขูดออก อย่าทิ้งไว้ใต้ต้น
- ใช้ ฟอสโฟนิก แอซิด 40% SL ผสมน้ำสะอาด 1:1 ฉีดเข้าลำต้น 20 มล./ต้น
- และ/หรือ ราดดินด้วย ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% WP หรือ เมทาแลกซิล 25% WP อัตรา 30–50 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
- ตัดแต่งส่วนที่เป็นโรค และเก็บผลเน่าที่ร่วงหล่นไปทำลายนอกแปลง
- พ่น เมทาแลกซิล 25% WP หรือ ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% WP อัตรา 30–50 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ให้ทั่วทรงพุ่ม
- พ่น 1–2 ครั้ง ทุก 7–10 วัน
- หยุดพ่นก่อนเก็บเกี่ยวผลอย่างน้อย 15 วัน
- ขุดออกนำไปทำลายนอกแปลงปลูก อย่าฝังกลบในสวน
- ราดดินในหลุมและบริเวณโดยรอบด้วย ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% WP หรือ เมทาแลกซิล 25% WP อัตรา 30–50 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
- ปล่อยทิ้งไว้ก่อนปลูกทดแทน อย่ารีบปลูกซ้ำทันที
วิธีรักษาแบบอินทรีย์และชีวภัณฑ์
🦠 เชื้อราไตรโคเดอร์มา (Trichoderma spp.)
วิธีชีวภาพที่ได้ผลดีที่สุดและกรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำโดยตรง ไตรโคเดอร์มาเป็นเชื้อราปฏิปักษ์ที่แย่งอาหาร แย่งพื้นที่ และปล่อยเอนไซม์ย่อยผนังเซลล์ของเชื้อโรค
- สูตรผสม: ไตรโคเดอร์มา : รำข้าว : ปุ๋ยอินทรีย์ = 1 : 4 : 100 (สูตรของกรมส่งเสริมการเกษตร)
- โรยรอบทรงพุ่ม: 50 กรัม/ตารางเมตร ในพื้นที่รัศมีทรงพุ่ม
- รองก้นหลุมตอนปลูก: 10–100 กรัม/หลุม
- ช่วงเวลา: ใส่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะก่อนเข้าฤดูฝน
ข้อควรระวัง: อย่าใช้พร้อมกับสารเคมีกำจัดเชื้อรา เพราะสารอาจทำลายไตรโคเดอร์มาด้วย ควรเว้นระยะตามคำแนะนำบนฉลากชีวภัณฑ์
🧪 ปูนขาว / โดโลไมท์ ปรับ pH ดิน
- ปรับ pH ดินให้อยู่ในช่วง ประมาณ 5.5–6.5 ตามที่เหมาะกับทุเรียน
- ดินที่เป็นกรดจัด ใส่ปูนขาวหรือโดโลไมท์ 100–200 กิโลกรัม/ไร่
- ช่วยให้พืชแข็งแรงและลดความเหมาะสมของดินต่อเชื้อ
🌿 ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก
- ปรับปรุงโครงสร้างดินให้ระบายน้ำและอากาศได้ดีขึ้น
- เพิ่มจุลินทรีย์ดินที่เป็นปฏิปักษ์ต่อเชื้อโรค
- ดูวิธีทำที่ คู่มือการผสมปุ๋ย และ คู่มือปุ๋ยต้นไม้
🟠 สารประกอบทองแดง (Copper compound)
- ใช้ทาโคนต้นเพื่อป้องกันเชื้อเข้าทางบาดแผล และใช้ได้ในระบบเกษตรอินทรีย์บางมาตรฐาน
- เป็นสาร กลุ่ม FRAC M01 ออกฤทธิ์แบบสัมผัสหลายจุด โอกาสดื้อยาต่ำ
- ดูข้อมูลกลุ่มสารที่ M01 สารประกอบทองแดง
วิธีป้องกัน

โรคนี้ป้องกันคุ้มกว่ารักษาหลายเท่า เพราะเมื่อรากถูกทำลายแล้วฟื้นยากมาก หัวใจของการป้องกันคือคำเดียว — อย่าให้น้ำขัง
- ทำร่องระบายน้ำให้ทั่วแปลง หากมีน้ำท่วมขังต้องรีบระบายออกทันที
- ปลูกแบบยกโคก ให้โคนต้นสูงกว่าระดับดินรอบข้าง ในพื้นที่ที่น้ำท่วมถึง เอกสารของกรมวิชาการเกษตรแนะนำโคกสูง 0.75–1.20 เมตร
- อย่ารดน้ำจนแฉะ และเลี่ยงการรดน้ำชนโคนต้นโดยตรง — ดูหลักการที่ วิธีรดน้ำต้นไม้ที่ถูกต้อง
- ใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักเพิ่มอินทรียวัตถุ
- ปรับ pH ดินให้ประมาณ 6.5 ด้วยปูนขาวหรือโดโลไมท์ 100–200 กก./ไร่
- อย่าให้มีเศษกิ่งไม้ ใบไม้เน่าแฉะสะสมใต้โคนต้น
- ระวังการไถพรวนใกล้โคนต้นและตัดหญ้าชนโคน
- บาดแผลที่รากหรือลำต้นคือช่องทางให้เชื้อเข้าทำลายได้ง่ายขึ้น
- จัดการหนอนเจาะลำต้นควบคู่ไปด้วย เพราะเปิดแผลให้เชื้อ
- ซื้อต้นพันธุ์จากแหล่งที่เชื่อถือได้ ไม่มีประวัติโรค
- ตรวจรากและโคนต้นกล้าก่อนปลูกทุกครั้ง
- พิจารณาใช้ต้นตอที่ทนทานต่อ Phytophthora
- ล้างและฆ่าเชื้อเครื่องมือ มีด เลื่อย ก่อนใช้กับต้นถัดไป
- เก็บผลเน่าที่ร่วงหล่นและเศษซากพืชออกนอกแปลงทันที
- ไม่ปลูกพืชอาศัยของเชื้อเป็นพืชร่วมหรือพืชแซม
- รองก้นหลุมตอนปลูก 10–100 กรัม/หลุม
- โรยรอบทรงพุ่ม 50 กรัม/ตร.ม. ก่อนเข้าฤดูฝนทุกปี
- สำรวจสวนอย่างน้อยทุก 7 วันในฤดูฝน
- เน้นดูโคนต้นและใบที่เหลืองผิดปกติเฉพาะกิ่ง
- จับได้เร็ว = รักษาหายและต้นฟื้นได้
บทสรุป
โรครากเน่าโคนเน่า จากเชื้อ Phytophthora palmivora คือศัตรูอันดับหนึ่งของสวนทุเรียนไทย จุดที่ต้องจำให้ขึ้นใจมี 3 ข้อ
หนึ่ง — เชื้อนี้เป็นโอโอไมซีต ไม่ใช่ราแท้ สารกำจัดเชื้อราบางกลุ่มไม่ได้ผล สารหลักที่ใช้รักษาคือ เมทาแลกซิล หรือ ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม
สอง — น้ำคือทั้งพาหะและตัวเร่ง ซูโอสปอร์ว่ายน้ำได้ ดังนั้นการระบายน้ำและปลูกยกโคกคือการป้องกันที่คุ้มค่าที่สุด
สาม — เมื่อเห็นใบเหลืองทั้งต้นคือสายเกินไปแล้ว ต้องสำรวจโคนต้นทุก 7 วันในฤดูฝนเพื่อจับแผลตั้งแต่ยังเล็ก แล้วถากทาด้วยสารทันที
สำหรับการรักษา ให้เลือกวิธีตามจุดที่พบอาการ — แผลที่โคนต้นให้ถากแล้วทา ทุก 7 วันจนแผลแห้ง ใบซีดเหลืองให้ฉีดฟอสโฟนิก แอซิดเข้าลำต้น 20 มล./ต้น ร่วมกับราดดิน และผลเน่าให้ตัดแต่งแล้วพ่นทรงพุ่ม โดยหยุดพ่นก่อนเก็บเกี่ยวอย่างน้อย 15 วัน ควบคู่กับการวางรากฐานระยะยาวด้วยไตรโคเดอร์มา และการปรับ pH ดินให้ได้ 6.5
อ้างอิง
- กรมวิชาการเกษตร — คำแนะนำการป้องกันกำจัดโรครากเน่า โคนเน่า และผลเน่าในทุเรียน (สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช)
- กรมส่งเสริมการเกษตร — ศูนย์วิทยบริการเพื่อส่งเสริมการเกษตร, “โรครากเน่าโคนเน่าทุเรียน”
- ศูนย์ข่าวกรมส่งเสริมการเกษตร — “รากเน่าโคนเน่าในทุเรียน สังเกตก่อน รักษาทัน”
- สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ — ประกาศเตือนภัยการเกษตร “โรครากเน่าโคนเน่าทุเรียน”
- ห้องสมุดเพื่อเกษตรกรไทย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ — ประกาศเตือนภัยการเกษตร เรื่อง โรครากเน่า โคนเน่าในทุเรียน
- Ali, S.S. et al. (2020). Journal of Fungi, “Phytophthora palmivora–Cocoa Interaction”
- Evangelisti, E. et al. — Phytophthora palmivora infection biology and zoospore behaviour
🌱 ปลูกต้นไม้อยู่แล้ว อยากมีรายได้เพิ่ม?
เปลี่ยนต้นไม้ที่คุณปลูกให้เป็นรายได้ เปิดร้านบน KASETIDEA Market ได้ง่ายๆ ไม่กี่นาที มีหน้าร้านออนไลน์ของตัวเอง ให้ลูกค้าทั่วประเทศหาคุณเจอ
❓ คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
โรครากเน่าโคนเน่าเกิดจากอะไร?
เกิดจากเชื้อ Phytophthora palmivora ซึ่งเป็นโอโอไมซีต (Oomycete) ไม่ใช่เชื้อราแท้ อาศัยอยู่ในดินและสร้างสปอร์ผนังหนาข้ามฤดูแล้งได้นาน เมื่อฝนตกดินชื้นแฉะ เชื้อจะปล่อยซูโอสปอร์ที่ว่ายน้ำได้ไปหารากพืช จึงระบาดรุนแรงที่สุดในฤดูฝนที่มีน้ำท่วมขัง
โรครากเน่าโคนเน่ารักษาหายไหม?
รักษาหายได้ถ้าพบเร็วตั้งแต่แผลยังเล็กและรากยังไม่ถูกทำลายมาก โดยถากเปลือกที่เป็นโรคออกจนถึงเนื้อดีแล้วทาด้วยเมทาแลกซิล 25% WP อัตรา 40-60 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร ทุก 7 วันจนแผลแห้ง แต่ถ้าใบเหลืองร่วงทั้งต้นแล้วมักหมายความว่ารากถูกทำลายไปเกินครึ่ง โอกาสฟื้นจะต่ำมาก ต้นที่ยืนต้นแห้งตายควรขุดออกทำลายนอกแปลง
ใช้ยาอะไรรักษาโรครากเน่าโคนเน่า?
กรมวิชาการเกษตรแนะนำเมทาแลกซิล 25% WP และฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% WP โดยราดดินอัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ทาแผลใช้ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 70 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร หรือเมทาแลกซิล 40-60 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร ส่วนกรณีใบซีดเหลืองให้ใช้ฟอสโฟนิก แอซิด 40% SL ผสมน้ำ 1:1 ฉีดเข้าลำต้น 20 มิลลิลิตรต่อต้น สารกำจัดเชื้อราบางกลุ่มไม่ได้ผลเพราะเชื้อนี้เป็นโอโอไมซีต
โรครากเน่าโคนเน่าเป็นกับพืชอะไรบ้าง?
เชื้อ Phytophthora palmivora มีพืชอาศัยกว่า 200 ชนิดในเขตร้อน ในไทยพบสำคัญที่สุดในทุเรียน รองลงมาคือมะพร้าวและปาล์ม (โรคยอดเน่า) ยางพารา (โรคราเส้นดำ พบร่วมกับ P. botryosa) กล้วยไม้สกุลหวาย แวนดา มอคคารา แคทลียา (โรคเน่าดำ) รวมถึงมะละกอ ส้ม ส้มโอ มะนาว โกโก้ และพริกไทย
ป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าอย่างไร?
หัวใจคืออย่าให้น้ำขัง ทำร่องระบายน้ำให้ทั่วแปลง ปลูกแบบยกโคกให้โคนต้นสูงกว่าดินรอบข้าง ปรับ pH ดินให้อยู่ราว 5.5–6.5 ด้วยปูนขาวหรือโดโลไมท์ 100-200 กิโลกรัมต่อไร่ ใส่ไตรโคเดอร์มาผสมรำข้าวและปุ๋ยอินทรีย์ 1:4:100 โรยรอบทรงพุ่ม 50 กรัมต่อตารางเมตรก่อนเข้าฤดูฝน หลีกเลี่ยงการทำให้รากหรือลำต้นเกิดแผล และสำรวจแปลงทุก 7 วันในฤดูฝน
🌱 พืชที่มักพบโรคนี้
โรคนี้มักพบในพืชดังต่อไปนี้
🔍 อาการของโรค
ตรวจสอบว่าพืชของคุณมีอาการเหล่านี้หรือไม่
ที่ราก: รากฝอยเน่าสีน้ำตาลถึงดำ เปื่อยยุ่ย ดึงแล้วเปลือกรากหลุดเหลือแต่แกน
ที่โคนต้นและลำต้น: เปลือกสีเข้มคล้ายถูกน้ำ เป็นวงหรือเป็นทางน้ำไหลลงด้านล่าง มียางไหลสีน้ำตาลแดง
ถากเปลือกออกเห็นเนื้อไม้สีน้ำตาลเข้มฉ่ำน้ำ มีขอบเขตชัดเจนกับเนื้อดี
ที่ใบ: ใบไม่เป็นมันเงา สีซีดลง ใบเหลืองหลุดร่วง ใบอ่อนเหี่ยวเหลือง เส้นใบมีสีน้ำตาลดำ
ที่ผล: จุดแผลสีน้ำตาลดำฉ่ำน้ำ มักเริ่มที่ผลด้านล่างทรงพุ่ม ลุกลามจนผลเน่าและร่วง
อาการรุนแรง: ต้นทรุดโทรมและยืนต้นแห้งตาย
🛒 สินค้าแนะนำสำหรับรักษาโรค
⚡ ผลิตภัณฑ์คุณภาพที่แนะนำสำหรับการรักษาและป้องกัน
🛒 สินค้ายาฆ่าเชื้อที่แนะนำ
ผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ช่วยรักษาและป้องกันโรคนี้
📚 อ่านต่อ: โรคและแมลงที่เกี่ยวข้อง
📅 เผยแพร่ 17 ก.ค. 2026 · อัปเดตล่าสุด 8 พ.ย. 2026


