🐛

เพลี้ยแป้ง

🐛 ศัตรูพืช (แมลง) ⚠️ รุนแรง 🌱 มันสำปะหลัง, ทุเรียน +17 👁️ 0 views
กลุ่มเพลี้ยแป้งตัวรีสีขาวคลุมไขคล้ายผงแป้ง มีเส้นไขรอบตัว เกาะอยู่ที่กิ่งอ่อนและใต้ใบ
🐛
ชนิดแมลง
Phenacoccus manihoti, Planococcus minor, Planococcus lilacinus, Ferrisia virgata, Paracoccus marginatus, Pseudococcus jackbeardsleyi, Dysmicoccus brevipes
🌱
พืชที่พบบ่อย
19 ชนิด
📡
การแพร่ระบาด
ต้นพันธุ์, ท่อนพันธุ์, มีเพลี้ยติด, มด
📅
อัปเดตล่าสุด
8 พ.ย. 2026
📌

สรุปสั้น (TL;DR)

อ่าน 30 วินาที
  • 1 เพลี้ยแป้ง คือแมลงปากดูดวงศ์ Pseudococcidae ตัวรีคลุมไขขาว ดูดน้ำเลี้ยงทำให้ยอดหงิก ต้นแคระ และเกิดราดำ
  • 2 ไม่ได้เกิดเอง แต่ติดมากับต้นพันธุ์/ท่อนพันธุ์ แล้วถูกมดและลมพาไป ระบาดหนักช่วงร้อน แล้ง ฝนทิ้งช่วง
  • 3 เพลี้ยแป้งสีชมพู พบในไทยครั้งแรกปี 2551 ทำให้ผลผลิตมันสำปะหลังลดราว 27% และถูกกดด้วยแตนเบียน Anagyrus lopezi
  • 4 มันสำปะหลัง: แช่ท่อนพันธุ์ 5–10 นาที ด้วยไทอะมีทอกแซม 25% WG 4 ก./น้ำ 20 ล. ตามคำแนะนำกรมส่งเสริมการเกษตร
  • 5 ทุเรียน: ตัดส่วนที่ถูกทำลาย ล้างผล ไวท์ออยล์ 67% EC 20 มล./20 ล. และพันผ้าชุบสารกันมด
  • 6 ไม่แนะนำผงซักฟอก เพราะทำให้ใบไหม้ ใช้สบู่กำจัดแมลงตามฉลากแทน และห้ามใช้คลอร์ไพริฟอส

📋 ภาพรวมโรค

เพลี้ยแป้ง คือแมลงปากดูดตัวเล็กในวงศ์ Pseudococcidae ลำตัวรีเป็นปล้องและคลุมด้วยไขสีขาวคล้ายผงแป้ง มันดูดน้ำเลี้ยงจากยอด ใบ ผล และราก ทำให้ต้นแคระแกร็น ใบหงิก และเกิดราดำจากน้ำหวานที่ขับออกมา ในไทยเพลี้ยแป้งเป็นศัตรูสำคัญของมันสำปะหลัง ทุเรียน เงาะ สับปะรด มะละกอ และไม้ประดับ

🥚
100–200+
ไข่ต่อแม่ 1 ตัว
🔄
2–6 รุ่น
ต่อปี ตามชนิด
📉
~27%
ผลผลิตมันฯ ลดช่วงระบาด
🐝
ก.ค. 2553
เริ่มปล่อยแตนเบียนทั่วประเทศ

บทความนี้รวบรวมจากเอกสารของกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และหน่วยงานวิชาการต่างประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่เพลี้ยแป้งเกิดจากอะไร วิธีกำจัดเพลี้ยแป้งแบบธรรมชาติ คำถามเรื่องผงซักฟอก ไปจนถึงเพลี้ยแป้งใช้ยาอะไร พร้อมอัตราของกรมส่งเสริมการเกษตรสำหรับมันสำปะหลัง และของกรมวิชาการเกษตรสำหรับทุเรียนและเงาะ

🐛 เพลี้ยแป้งคืออะไร ลักษณะและวิธีสังเกต

เพลี้ยแป้งดูง่ายจากก้อนสีขาวคล้ายสำลีหรือผงแป้งที่เกาะเป็นกลุ่มตามซอกใบ ยอด และขั้วผล ถ้าเขี่ยดูจะเห็นตัวรีนิ่มเป็นปล้อง ตัวที่โตแล้วบางชนิดมีเส้นไขยื่นออกมารอบตัว

เพศเมียที่เราเห็นเกาะอยู่บนต้นไม่มีปีก ส่วนเพศผู้เป็นแมลงตัวจิ๋วมีปีก 2 ปีกและมีหางยาว 2 เส้น พบเห็นได้ยาก ตัวอ่อนที่เพิ่งฟักเรียกว่า crawler มีสีเหลือง ส้ม หรือชมพู ยังไม่มีไข และจะคลานหาที่เกาะก่อนเริ่มสร้างไข

ชื่อไทย เพลี้ยแป้ง (ชนิดย่อย เช่น เพลี้ยแป้งสีชมพู เพลี้ยแป้งลาย เพลี้ยแป้งมะละกอ)
ชื่อภาษาอังกฤษ Mealybug
อันดับ / วงศ์ Hemiptera / Pseudococcidae
ขนาด เพศเมียที่พบในทุเรียนยาวราว 3 มม. เพลี้ยแป้งลายยาว 2.0–4.5 มม. เพลี้ยแป้งมะละกอยาว 3.0–4.1 มม.
ลักษณะเด่น ลำตัวรี นิ่ม เป็นปล้อง คลุมด้วยไขสีขาว บางชนิดมีเส้นไขรอบตัวหรือหาง 2 เส้น
การทำลาย ดูดน้ำเลี้ยงจากท่ออาหาร ขับน้ำหวานซึ่งเป็นอาหารของราดำ
แหล่งหลบซ่อน ใต้ใบ ซอกข้อ ยอดที่หงิก ขั้วผล ใต้กลีบเลี้ยง และรากในดิน
ผู้ช่วยแพร่กระจาย มด ลม ต้นพันธุ์และท่อนพันธุ์ที่มีเพลี้ยติดมา

เพลี้ยแป้งลาย (Ferrisia virgata) แยกได้ง่ายที่สุด เพราะมีแถบสีเข้ม 2 แถบบนหลัง มีหางไข 2 เส้นยาวราวครึ่งหนึ่งของลำตัว และมีเส้นไขใสคล้ายแก้วยื่นออกมา ส่วนเพลี้ยแป้งที่พบในทุเรียนมีลำตัวสีเหลืองอ่อนหรือชมพูใต้ชั้นไขขาว

🔄 วงจรชีวิตเพลี้ยแป้ง และไข่เพลี้ยแป้งอยู่ตรงไหน

เพลี้ยแป้งเพศเมียส่วนใหญ่วางไข่ 100–200 ฟองหรือมากกว่า ในถุงไข่ที่มีลักษณะเป็นปุยสำลี ทยอยวางนาน 10–20 วัน เพลี้ยแป้งมีราว 2–6 รุ่นต่อปีตามชนิด และในที่อากาศอุ่นหรือในอาคารจะพบทุกระยะได้ตลอดปี

แผนภาพวงจรชีวิตเพลี้ยแป้ง 4 ระยะ ไข่ในถุงไข่ ตัวอ่อนวัยแรกที่เคลื่อนที่ได้ ตัวอ่อนที่เริ่มสร้างไข และตัวเต็มวัยเพศเมียไม่มีปีก 2 ถึง 6 รุ่นต่อปี
ภาพที่ 1: วงจรชีวิตเพลี้ยแป้ง ระยะตัวอ่อนวัยแรกเป็นระยะที่แพร่กระจายและถูกสารกำจัดได้ง่ายที่สุด

ไข่เพลี้ยแป้ง ที่เห็นเป็นปุยขาวฟูตามซอกกิ่งหรือใต้ใบคือถุงไข่ ไม่ใช่ตัวเพลี้ย ถ้าเขี่ยเปิดจะเห็นไข่เล็ก ๆ จำนวนมาก การกำจัดถุงไข่ทิ้งจึงตัดรุ่นต่อไปได้มาก แต่เพลี้ยแป้งบางชนิดไม่ได้วางไข่แบบนี้

ชนิด การสืบพันธุ์ / ไข่ ระยะเวลา
เพลี้ยแป้งในทุเรียน (Planococcus spp.) ไข่ 600–800 ฟองต่อตัว วางเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 100–200 ฟอง ไข่ฟักใน 6–10 วัน ปีละ 2–3 รุ่น
เพลี้ยแป้งมะละกอ (Paracoccus marginatus) ไข่ 50–150 ฟอง ถุงไข่อยู่ที่ปลายท้อง ไข่ฟักใน 2–7 วัน เจริญเติบโต 30–41 วัน (27±2 °C)
เพลี้ยแป้งสีชมพู (Phenacoccus manihoti) ในห้องปฏิบัติการวางไข่มากกว่า 200 ฟอง ไข่ถึงตัวเต็มวัยราว 4 สัปดาห์ ผ่านตัวอ่อน 3 ระยะ
เพลี้ยแป้งลาย (Ferrisia virgata) ไม่มีถุงไข่ วางไข่บนแผ่นไข ในไทยพบทั้งแบบวางไข่และออกลูกเป็นตัว ไข่ฟักภายในไม่กี่ชั่วโมง 3–5 รุ่นต่อปี
เพลี้ยแป้งสับปะรด (Dysmicoccus brevipes) ออกลูกเป็นตัวโดยไม่ต้องผสมพันธุ์ ราว 250 ตัว (สูงสุด 1,000) ตัวอ่อนถึงตัวเต็มวัย 26–55 วัน

รายงานของกรมวิชาการเกษตรเรื่องปัจจัยสภาพแวดล้อมอ้างข้อสังเกตเป็นข้อมูลพื้นฐานว่า อุณหภูมิเกิน 27 °C ช่วยให้เพลี้ยแป้งสีชมพูเจริญเติบโตและขยายพันธุ์เร็วขึ้น แต่ผลวิเคราะห์ในรายงานเองยังไม่พบความสัมพันธ์กับอุณหภูมิที่ชัดเจน ปัจจัยที่เห็นผลชัดกว่าคือฝน (ดูหัวข้อช่วงระบาด) ส่วนตัวอ่อนวัยแรกเป็นระยะที่เคลื่อนที่และแพร่ไปต้นอื่นได้

❓ เพลี้ยแป้งเกิดจากอะไร มาจากไหน

เพลี้ยแป้งไม่ได้เกิดขึ้นเองจากดินหรืออากาศ แต่ติดมากับต้นไม้ ท่อนพันธุ์ กระถาง หรือเครื่องมือ แล้วถูกมดและลมพาไปต้นอื่น เมื่ออากาศร้อน แห้งแล้ง และฝนทิ้งช่วง ประชากรจะเพิ่มขึ้นเร็วจนเห็นเป็นการระบาด

เพศเมียไม่มีปีกและคลานช้า ลำพังตัวเองจึงแพร่ได้ไม่ไกล ช่องทางหลักที่พาเพลี้ยแป้งเข้าแปลงหรือเข้าบ้านคือ

  • ต้นใหม่และท่อนพันธุ์ ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังที่มีเพลี้ยติดมาเป็นตัวพาเพลี้ยแป้งข้ามฤดูและข้ามพื้นที่
  • มด คาบเพลี้ยไปต้นอื่นและแปลงข้างเคียง ในทุเรียนคือมดดำ ในสับปะรดคือมดคันไฟและมด Pheidole
  • ลม พัดตัวอ่อนวัยแรกไปต้นอื่น
  • คน สัตว์ และเครื่องมือ ที่เดินผ่านแปลงที่มีการระบาด
  • ดินและวัชพืช เพลี้ยแป้งบางชนิดอาศัยในดินบริเวณโคนต้นหรือรากวัชพืช และมีมดเป็นตัวพาไป

ปัจจัยที่ทำให้ระบาดหนักขึ้นคือการให้ปุ๋ยไนโตรเจนสูงร่วมกับให้น้ำสม่ำเสมอ เพราะทำให้ต้นแตกยอดอ่อนมากและเพลี้ยวางไข่มากขึ้น ถ้าไม่แน่ใจว่าใส่ปุ๋ยมากไปหรือไม่ ลองคำนวณด้วย เครื่องมือคำนวณปุ๋ย

🐜 มดกับเพลี้ยแป้ง ทำไมมาด้วยกัน และทำไมเกิดราดำ

มดดำเดินอยู่ท่ามกลางกลุ่มเพลี้ยแป้งสีขาวบนกิ่งไม้ กำลังกินน้ำหวาน
มดคอยกินน้ำหวานและปกป้องเพลี้ยแป้ง จึงพบมดกับเพลี้ยแป้งอยู่ด้วยกันเสมอ

มดกับเพลี้ยแป้งพึ่งพากัน เพลี้ยแป้งขับน้ำหวานเหนียว ๆ ออกมาให้มดกิน ส่วนมดก็ปกป้องเพลี้ยจากศัตรูธรรมชาติและขนย้ายไปต้นใหม่ ถ้าเห็นมดเดินขึ้นลงต้นเป็นแถว โดยเฉพาะที่ยอดหรือขั้วผล ให้สงสัยว่ามีเพลี้ยแป้งหรือแมลงปากดูดอื่นอยู่

ในสับปะรด กรมวิชาการเกษตรพบว่าแปลงที่มีมดมากมีโรคเหี่ยวมากขึ้น และรังมดที่โคนต้นเป็นสัญญาณว่ามีเพลี้ยแป้ง เอกสารของ UF/IFAS ระบุว่ามดที่คอยดูแลเพลี้ยแป้งทำให้การควบคุมโดยชีววิธีได้ผลน้อยลง การจัดการมดจึงเป็นส่วนหนึ่งของการกำจัดเพลี้ยแป้งเสมอ

ราดำ คือเชื้อราสีดำที่ขึ้นบนน้ำหวานซึ่งเพลี้ยแป้งขับไว้บนใบและผล ราดำบังแสงทำให้ใบสังเคราะห์แสงได้น้อยลง กรมวิชาการเกษตรระบุว่าโรคราดำมักพบในช่วงที่แมลงปากดูดระบาด โดยเฉพาะเพลี้ยหอยและเพลี้ยแป้ง ในทุเรียน น้ำหวานของเพลี้ยแป้งเป็นเหตุให้ราดำเข้าทำลายซ้ำ วิธีแก้ราดำที่ตรงจุดจึงต้องกำจัดเพลี้ยกับมดก่อน

วิธีตัดทางมด เพื่อไล่เพลี้ยแป้งทางอ้อม

  • พันผ้าชุบน้ำมันรอบโคนต้นหรือกิ่ง กรมวิชาการเกษตรแนะนำในเงาะ ทั้งผ้าชุบน้ำมันและผ้าชุบน้ำมันเครื่องรอบโคนต้น วิธีนี้ใช้น้ำมันเครื่อง จึงไม่ใช่วิธีธรรมชาติ
  • ผ้าชุบสารพันรอบต้น ในทุเรียน กรมวิชาการเกษตรแนะนำผ้าชุบสารฆ่าแมลงพันรอบต้นและชุบใหม่ทุก 10 วัน (อัตราอยู่ในตารางสารเคมี)
  • กำจัดวัชพืชรอบโคนต้น วัชพืชเป็นที่อาศัยของมดและเพลี้ยแป้งทั้งในเงาะและสับปะรด
  • เหยื่อพิษกำจัดมด UF/IFAS ระบุว่าในสับปะรด การจัดการมดที่ดูแลเพลี้ยเป็นวิธีที่ได้ผลที่สุด และเหยื่อกำจัดมดที่ขึ้นทะเบียนในพื้นที่ช่วยคุมเพลี้ยแป้งได้
💡 เช็กง่าย ๆ ว่าราดำมาจากเพลี้ยหรือไม่
เช็ดใบที่มีคราบเหนียวด้วยผ้าชุบน้ำ ถ้าคราบเหนียวกลับมาภายในไม่กี่วัน แปลว่ายังมีแมลงปากดูดอยู่ด้านบน ให้มองหากลุ่มปุยขาวตามซอกกิ่งหรือยอดเหนือจุดนั้น

🗺️ ชนิดเพลี้ยแป้งที่พบในไทยและพืชที่ทำลาย

เพลี้ยแป้งในไทยมีหลายชนิด แต่ละชนิดชอบพืชต่างกัน งานอนุกรมวิธานของกรมวิชาการเกษตรพบเพลี้ยแป้ง 5 ชนิดในมันสำปะหลังเพียงพืชเดียว ตารางนี้สรุปชนิดที่มีเอกสารยืนยันว่าพบในไทย

ชนิด (ชื่อไทย) ชื่อวิทยาศาสตร์ พืชที่พบในไทย
เพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีชมพู Phenacoccus manihoti มันสำปะหลัง ทั่วประเทศยกเว้นภาคใต้
เพลี้ยแป้งลาย Ferrisia virgata มันสำปะหลัง เงาะ (ชนิดที่สำคัญที่สุด) ฝรั่ง ลีลาวดี
เพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีเทา (แจ๊คเบียดสลีย์) Pseudococcus jackbeardsleyi มันสำปะหลัง ลีลาวดี สับปะรด
เพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีเขียว Phenacoccus madeirensis มันสำปะหลัง (พบเฉพาะบางพื้นที่ในสระบุรีและนครราชสีมา)
เพลี้ยแป้งมะละกอ Paracoccus marginatus มะละกอ มันสำปะหลัง ชบา เข็ม มะเขือพวง ลีลาวดี
เพลี้ยแป้งที่ทำลายทุเรียน Planococcus minor, Planococcus lilacinus ทุเรียน เงาะ น้อยหน่า กล้วย สละ
เพลี้ยแป้งสับปะรดสีชมพู / สีเทา Dysmicoccus brevipes, D. neobrevipes สับปะรด (เป็นพาหะโรคเหี่ยว) ฝรั่ง ลีลาวดี
เพลี้ยแป้งโซเลนอปซิส (cotton mealybug) Phenacoccus solenopsis กระเจี๊ยบเขียว ชบา วัชพืชโทงเทง

นอกจากนี้ ฐานข้อมูล EPPO ระบุว่า Planococcus lilacinus มีพืชอาศัยหลักคือลำไย มะม่วง ฝรั่ง และโกโก้ และพบในกาแฟและพืชตระกูลส้ม รวมถึงมะนาว ส่วนเพลี้ยแป้งมะละกอและ Phenacoccus solenopsis พบในชบา ซึ่งเป็นไม้ประดับที่ปลูกกันทั่วไป ใครปลูกชบาไว้หน้าบ้านจึงควรหมั่นพลิกดูใต้ใบ

P. solenopsis พบได้ทั้งปีเพราะมีพืชอาศัยมาก แต่กรมวิชาการเกษตรรายงานว่าในไทยยังไม่ค่อยพบความเสียหายรุนแรงจากชนิดนี้

🌱 เพลี้ยแป้งสีชมพู ศัตรูสำคัญของมันสำปะหลัง

เพลี้ยแป้งสีชมพู (Phenacoccus manihoti) เป็นเพลี้ยแป้งที่ทำความเสียหายต่อมันสำปะหลังมากที่สุดและเป็นต้นเหตุของการระบาดใหญ่ พบในไทยครั้งแรกปี 2551 (ค.ศ. 2008) ซึ่งเป็นการพบครั้งแรกในเอเชียด้วย เพลี้ยชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้

ผลกระทบในช่วงระบาดสูงมาก ผลผลิตมันสำปะหลังของไทยลดจาก 22.7 เป็น 18.6 ตันต่อเฮกตาร์ ผลผลิตรวมลดลงราว 27% ราคาแป้งมันพุ่งขึ้นราว 162% และบางพื้นที่ของไทยเสียหายทั้งแปลงในปี 2552–2553

อาการมันสำปะหลังที่ถูกเพลี้ยแป้งสีชมพูทำลาย

  • ยอดหงิก ยอดอ่อนงอหงิกเป็นพุ่มหนาเป็นกระจุก คล้ายหัวกะหล่ำ และหงิกแน่นจนเพลี้ยหลบฝนอยู่ข้างในได้
  • ลำต้นบิดเบี้ยว ข้อถี่ ช่วงข้อสั้นลงผิดปกติ
  • ยอดแห้ง ต้นเล็กที่ถูกทำลายอาจไม่ลงหัวและตายได้
  • หัวเล็ก แป้งน้อย คุณภาพท่อนพันธุ์ลดลง
  • ต้นที่ถูกทำลายรุนแรงอาจเสียหายทั้งต้นภายใน 1–4 เดือน

ความเร็วของอาการหงิกต่างกันตามพันธุ์ งานในวารสารวิทยาศาสตร์เกษตรพบว่าระดับหงิกพัฒนาเร็วที่สุดในพันธุ์ระยอง 72 และช้าที่สุดในเกษตรศาสตร์ 50 ข้อมูลนี้ช่วยให้รู้ว่าแปลงพันธุ์ที่อ่อนแอต้องสำรวจถี่กว่าเดิม

อายุมันสำปะหลัง สิ่งที่ควรทำเมื่อพบเพลี้ยแป้ง (กรมวิชาการเกษตร)
1–4 เดือน ตัดยอดที่มีเพลี้ยไปเผา ถ้าต้นถูกทำลายเกิน 50% ให้ถอนกอไปเผา ไถพรวนและตากดินอย่างน้อย 1 เดือน
5–8 เดือน ตัดส่วนที่ถูกทำลายไปเผา ถ้ารุนแรงจึงพ่นสาร
มากกว่า 8 เดือน เก็บเกี่ยวแล้วไถพรวน

🌳 เพลี้ยแป้งในทุเรียน เงาะ และสับปะรด

เพลี้ยแป้งทุเรียนในไทยคือ Planococcus minor และ Planococcus lilacinus ตามข้อมูลของกรมส่งเสริมการเกษตร มันทำลายกิ่ง ช่อดอก ผลอ่อน และผลแก่ โดยมีมดดำเป็นตัวพาไปทั่วต้น ช่วงเสี่ยงคือช่วงผลกำลังโตจนใกล้เก็บเกี่ยว โดยเฉพาะเมื่ออากาศร้อนและแห้ง

อาการเพลี้ยแป้งในทุเรียน

  • ส่วนที่ถูกดูดกินชะงักการเจริญเติบโตและแคระแกร็น
  • ผลเล็กไม่โต ส่วนผลใหญ่เนื้อในไม่เสีย แต่ผลเสียคุณภาพ
  • เพลี้ยหลบอยู่ที่ขั้วผล ใต้กลีบเลี้ยง และระหว่างหนาม ซึ่งเป็นปัญหาต่อการส่งออก
  • น้ำหวานทำให้ราดำขึ้นซ้ำบนผลและใบ

การจัดการเพลี้ยแป้งในทุเรียนตามคำเตือนของกรมวิชาการเกษตร ถ้าพบน้อยให้ตัดส่วนที่ถูกทำลายทิ้ง หรือใช้แปรงปัดและล้างผลด้วยน้ำ ถ้าพบบนผลจำนวนน้อยใช้ไวท์ออยล์ และพันผ้าชุบสารกันมดรอบต้น ส่วนสารฆ่าแมลงให้พ่นเฉพาะต้นที่พบเพลี้ยเท่านั้น อัตราอยู่ในตารางสารเคมีด้านล่าง

เงาะ: เพลี้ยแป้งเกาะที่ขั้วผลและโคนขน ถ้าทำลายผลอ่อนมากผลจะร่วง ส่วนผลแก่จะสกปรกจากมูลและราดำ ชนิดที่สำคัญที่สุดในเงาะคือเพลี้ยแป้งลาย

สับปะรด: เพลี้ยแป้ง Dysmicoccus brevipes และ D. neobrevipes เป็นพาหะของไวรัสโรคเหี่ยวสับปะรด (PMWaV-1 และ PMWaV-2) อาการของ PMWaV-2 คือปลายใบแห้งก่อน แล้วสีแดงอมม่วงลามลงมาตามใบ ขอบใบม้วนและเป็นสีน้ำตาล ต้นเหี่ยวและรากเน่าเกือบหมด ส่วน PMWaV-1 มักไม่แสดงอาการชัด แต่ทำให้ผลผลิตปีถัดไปลดลง อาการเริ่มเห็นเมื่อต้นอายุราว 6 เดือน และรุนแรงที่สุดช่วงบังคับดอก

⚠️ โรคเหี่ยวสับปะรดรักษาด้วยสารไม่ได้
กรมวิชาการเกษตรระบุว่ายังไม่มีสารเคมีที่ใช้ควบคุมโรคเหี่ยวสับปะรดได้ วิธีหลักคือใช้หน่อพันธุ์จากแปลงที่ไม่เป็นโรค และจัดการมดที่คอยดูแลเพลี้ยแป้ง

🪴 เพลี้ยแป้งในต้นไม้กระถาง แคคตัส และเพลี้ยแป้งราก

ต้นไม้กระถางและแคคตัสมักได้เพลี้ยแป้งมาจากต้นใหม่ที่เพิ่งซื้อ สัญญาณแรกที่สังเกตได้คือคราบเหนียวหรือราดำ ต่อมาต้นจะอ่อนแอและใบเหี่ยวย่น ในแคคตัสให้ดูใต้ใบ ตามแนวหนาม และตามข้อ

เพลี้ยแป้งราก (เช่น Rhizoecus spp.) ดูดกินรากและแทบไม่มีใครสังเกตเห็นจนกว่าจะขุดต้นขึ้นมา ในแคคตัสจะเห็นเป็นคราบขาวติดราก และทำให้เสี่ยงโรครากเน่ามากขึ้น ถ้าต้นเหี่ยวทั้งที่รดน้ำปกติ ให้ลองเคาะต้นออกจากกระถางดูราก

  • ต้นใหม่ให้ตรวจและแยกไว้ห่างจากต้นอื่นจนแน่ใจว่าไม่มีเพลี้ย
  • ตรวจกระถางเก่าและไม้ค้ำว่ามีถุงไข่ติดอยู่หรือไม่ก่อนนำมาใช้ซ้ำ
  • ตอนเปลี่ยนกระถาง ล้างรากเพื่อดูคราบขาว
  • เพลี้ยแป้งรากกำจัดยากมาก UC IPM แนะนำให้ทิ้งต้นที่ระบาดหนัก

UC IPM ระบุว่ายาดูดซึมกลุ่มนีโอนิโคตินอยด์แบบใส่ดินอาจลดตัวอ่อนในไม้กระถางได้ แต่ได้ผลกับเพลี้ยแป้งไม่แน่นอนเท่ากับแมลงปากดูดชนิดอื่น และไม่ควรใช้กับต้นที่กำลังออกดอกเพราะเป็นอันตรายต่อแมลงผสมเกสร

☀️ ช่วงระบาดของเพลี้ยแป้ง

เพลี้ยแป้งระบาดหนักช่วงอากาศร้อน แห้งแล้ง และฝนทิ้งช่วงนาน กรมส่งเสริมการเกษตรออกคำเตือนทุกครั้งที่เริ่มเข้าฤดูแล้ง กลางวันอากาศร้อน และฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน

พืช / พื้นที่ ช่วงเสี่ยง ข้อสังเกตจากงานวิจัย
มันสำปะหลัง ช่วงไม่มีฝน ราชบุรีเริ่มระบาดราวเดือนตุลาคมเมื่อฝนลดลง ฝนทิ้งช่วง 28 วัน ทำให้เพลี้ยเพิ่มได้ราว 10 เท่า
ทุเรียน ช่วงผลกำลังโตถึงใกล้เก็บเกี่ยว อากาศร้อนแห้ง มดดำพาเพลี้ยกระจายทั่วต้น
สับปะรด (ภูเก็ต) ราวมกราคม–เมษายน ช่วงร้อนแห้ง จำนวนเพลี้ยและมดเพิ่มขึ้นพร้อมกัน ลดลงเมื่อฝนมา
ไม้ประดับในบ้าน ได้ตลอดปี ในที่อุ่นหรือในอาคารพบทุกระยะตลอดปี

ฝนช่วยลดเพลี้ยได้บางส่วน ฝน 4.5–15 มม. ลดจำนวนตัวเต็มวัยได้ แต่ฝน 110 มม. ใน 24 ชั่วโมงก็ยังชะล้างเพลี้ยออกไม่หมด เพราะเพลี้ยหลบอยู่ในยอดที่หงิกแน่น อย่าวางใจว่าฝนตกหนักแล้วเพลี้ยจะหายเอง

🔍 วิธีสำรวจเพลี้ยแป้ง และเกณฑ์ที่ต้องเริ่มจัดการ

สำรวจแปลงอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งตามคำแนะนำของกรมส่งเสริมการเกษตร และดูให้ถูกจุดตามชนิดพืช สัญญาณที่บอกว่ามีเพลี้ยแป้งคือถุงไข่ปุยขาว ไข คราบน้ำหวาน ราดำ และมดที่ขึ้นมากินน้ำหวาน

พืช จุดที่ต้องดู
มันสำปะหลัง ยอด ตา และใบ ในแปลงทดสอบของกรมวิชาการเกษตรสำรวจ 50 ต้นต่อไร่ เริ่มเมื่อปลูกได้ 1 เดือนแล้วสำรวจทุกเดือน
ทุเรียน กิ่ง ช่อดอก ขั้วผล และใต้กลีบเลี้ยง
เงาะ ขั้วผลและโคนขน
สับปะรด โคนต้นและราก รวมถึงรังมดที่โคนต้น
แคคตัส / ไม้กระถาง ใต้ใบ ตามแนวเส้นใบหรือหนาม ซอกข้อ และรากตอนเปลี่ยนกระถาง

ยังไม่มีเกณฑ์ทางการที่ใช้ได้กับทุกพืช ในงานทดลองของกรมวิชาการเกษตรใช้เกณฑ์พ่นสารเมื่อพบเพลี้ยแป้งเกิน 5 ตัวต่อช่อในเงาะ และเกิน 2 ตัวต่อผลในฝรั่ง ตัวเลขนี้เป็นเกณฑ์ในงานทดลอง ไม่ใช่คำแนะนำอย่างเป็นทางการ ใช้เป็นแนวทางคร่าว ๆ ได้

🧭 เพลี้ยแป้ง แก้ยังไง ขั้นตอนกำจัดเพลี้ยแป้งแบบผสมผสาน

การกำจัดเพลี้ยแป้งให้ได้ผลต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน เริ่มจากต้นและท่อนพันธุ์ที่สะอาด สำรวจบ่อย ตัดส่วนที่ระบาดทิ้ง ตัดทางมด แล้วจึงใช้สารเคมีเฉพาะจุดเมื่อระบาดหนัก การฉีดยาอย่างเดียวมักไม่จบ เพราะไขของเพลี้ยกันสารได้และมดจะพาเพลี้ยกลับมาใหม่

แผนภาพ 6 ขั้นตอนจัดการเพลี้ยแป้ง เริ่มจากต้นสะอาด สำรวจ ตัดส่วนที่ระบาด ตัดทางมด ใช้วิธีไม่ใช้สารเมื่อระบาดน้อย และพ่นสารเฉพาะจุดเมื่อระบาดหนัก
ภาพที่ 2: ลำดับการจัดการเพลี้ยแป้ง ใช้สารเคมีเป็นขั้นสุดท้ายและพ่นเฉพาะจุดที่พบ

🌿 วิธีกำจัดเพลี้ยแป้งแบบธรรมชาติ และวิธีง่ายๆ ไม่ใช้สาร

วิธีกำจัดเพลี้ยแป้งง่ายๆ ที่ได้ผลเมื่อระบาดน้อยคือตัดส่วนที่มีเพลี้ยทิ้ง ฉีดน้ำแรง ๆ หรือแปรงออก และกันมดไม่ให้ขึ้นต้น วิธีเหล่านี้มีอยู่ในคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรและ UC IPM และไม่ทำร้ายศัตรูธรรมชาติที่ช่วยกินเพลี้ย

  • ตัดและทำลาย เด็ดหรือตัดแต่งส่วนที่มีเพลี้ย ถ้าระบาดรุนแรงให้ถอนทั้งต้น ในมันสำปะหลังให้ตัดหรือถอนแล้วนำไปทำลายนอกแปลง
  • ฉีดน้ำแรง ใช้กับต้นที่แข็งแรงพอ ทำซ้ำทุกไม่กี่วัน ถ้าเป็นแคคตัสหรือต้นในกระถางให้คลุมดินก่อนฉีด
  • แปรงหรือล้างผล ผลทุเรียนที่มีเพลี้ยไม่มากใช้แปรงปัดหรือล้างด้วยน้ำ
  • กำจัดวัชพืชรอบโคนต้น วัชพืชเป็นที่อาศัยของมดและเพลี้ยแป้ง ส่วนวิธีกันมดอื่น ๆ ดูหัวข้อมดกับเพลี้ยแป้งด้านบน
  • ลดปุ๋ยไนโตรเจนที่ไม่จำเป็น ยอดอ่อนที่แตกมากเป็นอาหารชั้นดีของเพลี้ย
  • สบู่กำจัดแมลง น้ำมันพืชสวน หรือน้ำมันสะเดา UC IPM ระบุว่าช่วยลดประชากรได้เมื่อพ่นโดนตัวโดยตรง โดยเฉพาะตัวอ่อน ต้องทดสอบกับใบส่วนน้อยก่อน

สูตรแอลกอฮอล์สำหรับไม้กระถางและแคคตัส

สำหรับไม้ในบ้านที่มีเพลี้ยไม่กี่จุด UC IPM แนะนำให้ใช้สำลีพันก้านชุบไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ความเข้มข้นไม่เกิน 70% แตะที่ตัวเพลี้ย หรือพ่นแอลกอฮอล์เจือจาง 10–25% สัปดาห์ละครั้ง โดยทดสอบกับใบส่วนน้อยก่อน 1–2 วัน ส่วน Missouri Botanical Garden แนะนำแอลกอฮอล์ผสมน้ำ 1 ต่อ 3 สำหรับแคคตัส และให้ทดสอบก่อนเช่นกัน

💡 อย่าลืมถุงไข่
ใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดถุงไข่ปุยขาวออกด้วย ไม่ใช่แค่ตัวที่เห็น เพราะถุงไข่หนึ่งถุงคือเพลี้ยรุ่นถัดไปอีกนับร้อยตัว แล้วกลับมาตรวจซ้ำหลังจากนั้นราวหนึ่งสัปดาห์

🧼 ผงซักฟอกกำจัดเพลี้ยแป้งได้ไหม สูตรไหนปลอดภัยกว่า

ไม่แนะนำให้ใช้ผงซักฟอกหรือน้ำยาล้างจาน เราไม่พบเอกสารของกรมวิชาการเกษตรหรือกรมส่งเสริมการเกษตรที่แนะนำสูตรผงซักฟอกกำจัดเพลี้ยแป้ง และหน่วยงานส่งเสริมการเกษตรของมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ เตือนว่าผงซักฟอกทำให้ใบเสียหายได้

Iowa State University Extension อธิบายว่าน้ำยาล้างจานและผงซักฟอกเป็นสารซักล้าง (detergent) ไม่ใช่สบู่แท้ ผลต่อแมลงมีจำกัดและไม่แน่นอน แต่มีแนวโน้มทำให้พืชเสียหายมากกว่า ส่วน UF/IFAS อธิบายว่าผงซักฟอกลอกชั้นไขเคลือบใบ ทำให้ใบแห้งกรอบแม้จะผสมเจือจางแล้ว

ทางเลือก ข้อมูลจากแหล่งอ้างอิง ข้อควรระวัง
ผงซักฟอก / น้ำยาล้างจาน ไม่มีหน่วยงานไทยแนะนำ ผลต่อแมลงไม่แน่นอน ลอกไขเคลือบใบ ใบไหม้ แห้งกรอบ
สบู่กำจัดแมลง (insecticidal soap) เกลือโพแทสเซียมของกรดไขมัน ความเข้มข้นราว 1–2% ต้องพ่นโดนตัว ห้ามพ่นกับต้นที่ขาดน้ำ หรือเมื่ออากาศร้อนเกินราว 32 °C
น้ำมันพืชสวน / น้ำมันสะเดา ลดประชากรได้ โดยเฉพาะตัวอ่อน ทดสอบความเป็นพิษต่อใบก่อน
แอลกอฮอล์ เช็ดหรือพ่นเจือจางในไม้กระถาง ทดสอบกับใบก่อน 1–2 วัน

ถ้าอยากได้สูตรกำจัดเพลี้ยแป้งที่ใช้น้ำสบู่ ให้เลือกสบู่กำจัดแมลงที่ผลิตมาสำหรับพืชและใช้ตามฉลาก พ่นช่วงที่อากาศไม่ร้อนจัด และอย่าพ่นตอนต้นขาดน้ำ ซึ่งตรงกับข้อเตือนของ UF/IFAS

🐞 ศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยแป้ง และเรื่องแตนเบียนอะนาไกรัส

แตนเบียนตัวเล็กสีดำเกาะอยู่บนกลุ่มเพลี้ยแป้งสีชมพูคลุมไขขาวที่ยอดมันสำปะหลัง
แตนเบียน Anagyrus lopezi เบียนเพลี้ยแป้งสีชมพูแบบเจาะจง และช่วยกู้ผลผลิตมันสำปะหลังของไทย

ศัตรูธรรมชาติที่สำคัญของเพลี้ยแป้งคือแตนเบียน ด้วงเต่าตัวห้ำ และแมลงช้างปีกใส ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จที่สุดในไทยคือ แตนเบียน Anagyrus lopezi (แตนเบียนอะนาไกรัส) ที่ช่วยกดการระบาดของเพลี้ยแป้งสีชมพูในมันสำปะหลัง

เรื่องของแตนเบียนอะนาไกรัส

แตนเบียนชนิดนี้เบียนเพลี้ยแป้งสีชมพูแบบเจาะจงสูง ไทยนำเข้าแตนเบียน 500 ตัวจากสถาบันนานาชาติเพื่อเกษตรเขตร้อน (IITA) ประเทศเบนิน ในปี 2552 สถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย (TTDI) ระบุว่าปล่อยแตนเบียนครั้งแรกในเดือนมกราคม 2553 ในพื้นที่ห้วยบงของสถาบัน จากนั้นผลิตขยายได้หลายแสนตัวภายในกรกฎาคม 2553 และปล่อยในแปลงมันสำปะหลังทั้งที่ห้วยบงและพื้นที่อื่น การปล่อยทั่วประเทศเริ่มตั้งแต่ 17 กรกฎาคม 2553 โดยแคมเปญปี 2553 วางแผนปล่อยราว 250,000 ตัว เริ่มที่ขอนแก่น

ผลในระดับภูมิภาคมาจากงานของ Wyckhuys และคณะ (2019) ที่สำรวจแปลงมันสำปะหลังใน 6 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีนตอนใต้ ช่วงปี 2557 ถึงกลางปี 2558 พบแตนเบียนใน 96.9% ของแปลงที่มีเพลี้ยแป้ง (97 แปลง) อัตราการเบียนเฉลี่ยรายพื้นที่ 10.7–67.1% ในแปลงใหญ่ และ 17.1–46.7% ในแปลงรายย่อย และประเมินว่าการควบคุมโดยชีววิธีช่วยกู้ผลผลิตในภูมิภาคได้ 5.3–10.0 ตันต่อเฮกตาร์ ตัวเลขเหล่านี้จึงเป็นภาพรวมของภูมิภาค ไม่ใช่ของไทยประเทศเดียว

ปี 2555 กรมวิชาการเกษตรผลิตขยายแตนเบียนด้วยต้นทุนราว 3.00–4.50 บาทต่อคู่

มีข้อสังเกตจากงานของกรมวิชาการเกษตรว่า หลังปล่อยแตนเบียน เพลี้ยแป้งชนิดอื่นกลับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเพลี้ยแป้งมะละกอช่วงปลายฤดูฝน การสำรวจจึงยังจำเป็นแม้แปลงจะมีแตนเบียนแล้ว

ศัตรูธรรมชาติ เหยื่อ / บทบาท
แตนเบียน Anagyrus lopezi เพลี้ยแป้งสีชมพูในมันสำปะหลัง
แตนเบียน Aenasius arizonensis Phenacoccus solenopsis ในโรงเรือนเบียนได้ 55.62% ในวันที่ 14
ด้วงเต่าตัวห้ำ 7 ชนิด เช่น Micraspis discolor, Menochilus sexmaculatus, Nephus ryuguus พบกินเพลี้ยแป้งในมันสำปะหลังของไทย
แมลงช้างปีกใส Plesiochrysa ramburi กินเพลี้ยแป้งได้มากในแปลงทดลองของกรมวิชาการเกษตร
ด้วงเต่า Cryptolaemus montrouzieri ตัวห้ำสำคัญในหลายประเทศ ปล่อยเมื่อพบถุงไข่มาก

กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำให้อนุรักษ์แมลงช้างปีกใส แตนเบียน และด้วงเต่าตัวห้ำ และงดพ่นสารในช่วงที่พบหรือเพิ่งปล่อยศัตรูธรรมชาติ ในทุเรียนก็แนะนำด้วงเต่าและแมลงช้างปีกใสเช่นกัน ส่วนไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงยังเป็นงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตร ยังไม่ใช่คำแนะนำสำหรับเกษตรกร

🧪 เพลี้ยแป้งใช้ยาอะไร ยาฆ่าเพลี้ยแป้งที่หน่วยงานรัฐระบุ

ยาฆ่าเพลี้ยแป้งที่เอกสารของกรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตรระบุบ่อยที่สุดคือสารกลุ่ม 4A ได้แก่ ไทอะมีทอกแซม อิมิดาโคลพริด และไดโนทีฟูแรน ในมันสำปะหลังมีโพรไทโอฟอส (กลุ่ม 1B) ส่วนทุเรียนใช้ไวท์ออยล์และคาร์บาริล (กลุ่ม 1A) ทุกตัวต้องใช้กับพืชที่ฉลากระบุและพ่นเฉพาะจุดที่พบเพลี้ย

ตารางนี้รวมสารกำจัดเพลี้ยแป้งพร้อมอัตราเฉพาะที่หน่วยงานรัฐระบุไว้สำหรับพืชนั้น อัตรามันสำปะหลังมาจากกรมส่งเสริมการเกษตร ส่วนอัตราทุเรียนและเงาะมาจากคำเตือนของกรมวิชาการเกษตร

สารออกฤทธิ์ กลุ่ม IRAC พืช / วิธีใช้ อัตรา (ต่อน้ำ 20 ลิตร)
ไทอะมีทอกแซม (thiamethoxam) 25% WG 4A มันสำปะหลัง: แช่ท่อนพันธุ์ และพ่นเฉพาะจุด 4 กรัม ตามคำแนะนำของกรมส่งเสริมการเกษตร
อิมิดาโคลพริด (imidacloprid) 70% WG 4A มันสำปะหลัง: แช่ท่อนพันธุ์ และพ่นเฉพาะจุด 4 กรัม ตามคำแนะนำของกรมส่งเสริมการเกษตร
ไดโนทีฟูแรน (dinotefuran) 10% WP 4A มันสำปะหลัง: แช่ท่อนพันธุ์ / พ่นเฉพาะจุด แช่ท่อนพันธุ์ 40 กรัม · พ่นเฉพาะจุด 20 กรัม ตามคำแนะนำของกรมส่งเสริมการเกษตร
โพรไทโอฟอส (prothiofos) 50% EC 1B (ออร์กาโนฟอสเฟต) มันสำปะหลัง: พ่นเฉพาะจุด 50 มล. ตามคำแนะนำของกรมส่งเสริมการเกษตร
ไวท์ออยล์ (white oil) 67% EC UNM (กลุ่มน้ำมันแร่)** ทุเรียน: เพลี้ยจำนวนน้อยบนผล 20 มล. ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร
คาร์บาริล (carbaryl) 85% WP 1A (คาร์บาเมต) ทุเรียน/เงาะ: พ่นเฉพาะต้นที่พบเพลี้ย 50 กรัม ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร
คาร์บาริล (carbaryl) 85% WP 1A (คาร์บาเมต) ทุเรียน: ชุบผ้าพันรอบต้นกันมด ชุบใหม่ทุก 10 วัน 10 กรัม ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร
มาลาไทออน (malathion) 83% EC 1B (ออร์กาโนฟอสเฟต) ทุเรียน: ชุบผ้าพันรอบต้นกันมด ชุบใหม่ทุก 10 วัน 20 มล. ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร
อิมิดาโคลพริด (imidacloprid) 10% SL 4A เงาะ: เมื่อระบาดรุนแรง 20 มล. ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร
ไม้ประดับและพืชอื่น ตามสารที่เลือก ใช้เฉพาะสารที่ฉลากระบุพืชนั้น ใช้ตามอัตราบนฉลาก

** IRAC จัดน้ำมันแร่ (mineral oil) ไว้ในกลุ่ม UNM ไวท์ออยล์ที่ขายในไทยควรดูชนิดน้ำมันบนฉลาก

กลุ่ม IRAC ของคาร์บาริล มาลาไทออน และโพรไทโอฟอส จัดตามกลุ่มเคมี (คาร์บาเมต = 1A, ออร์กาโนฟอสเฟต = 1B) ทั้งสองกลุ่มย่อยอยู่ในกลุ่ม 1 เดียวกัน ส่วนในมันสำปะหลัง กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้ใช้สารเฉพาะเมื่อระบาดรุนแรง พ่นเฉพาะจุดที่พบและรอบ ๆ และเล็งตัวอ่อนวัย 1–2 ซึ่งยังมีไขน้อย

⚠️ ความปลอดภัยในการใช้สารเคมี

  • อ่านฉลากทุกครั้ง ใช้เฉพาะสารที่ขึ้นทะเบียนในไทยสำหรับพืชนั้น และเว้นระยะก่อนเก็บเกี่ยวตามที่ฉลากกำหนด
  • สวมถุงมือ หน้ากาก แว่นตา เสื้อแขนยาว ขณะผสมและพ่นสาร ล้างมือและอาบน้ำหลังพ่น
  • คลอร์ไพริฟอส (chlorpyrifos) ถูกห้ามใช้ในไทยตั้งแต่ปี 2563 เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ห้ามผลิต นำเข้า ขาย และมีไว้ครอบครอง เอกสารเก่าที่ยังระบุสารนี้จึงใช้ไม่ได้แล้ว
  • ผลผลิตส่งออก: รายงานของกรมวิชาการเกษตรเรื่องเงาะระบุว่าคาร์บาริลใช้กับผลผลิตที่ส่งออกไปสหภาพยุโรปไม่ได้ ผู้ส่งออกควรตรวจข้อกำหนดของประเทศปลายทางก่อนเลือกสาร

สารกลุ่ม 4A เป็นอันตรายต่อแตนเบียน A. lopezi ในการทดสอบของกรมวิชาการเกษตร โพรไทโอฟอสอันตรายปานกลาง ควรเว้นอย่างน้อย 14 วันหลังพ่นก่อนปล่อยแตนเบียน ส่วนไวท์ออยล์เป็นอันตรายต่อแตนเบียนเพียงเล็กน้อย ถ้าแปลงเพิ่งปล่อยแตนเบียนจึงควรเลือกใช้วิธีที่ไม่ทำลายศัตรูธรรมชาติก่อน

🪣 แช่ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังก่อนปลูก ตัดวงจรเพลี้ยแป้ง

ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังมัดเป็นกำแช่อยู่ในถังสารละลายสารฆ่าแมลงก่อนนำไปปลูก
แช่ท่อนพันธุ์ในสารฆ่าแมลงที่ผสมน้ำตามคำแนะนำของกรมส่งเสริมการเกษตร 5–10 นาทีก่อนปลูก (ภาพประกอบ)

การแช่ท่อนพันธุ์ด้วยสารฆ่าแมลงก่อนปลูกเป็นวิธีหลักที่กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำ เพราะท่อนพันธุ์ที่มีเพลี้ยติดมาคือต้นทางของการระบาดในฤดูใหม่ ให้แช่ท่อนพันธุ์นาน 5–10 นาที ในสารตัวใดตัวหนึ่งต่อไปนี้ผสมน้ำ 20 ลิตร

  • ไทอะมีทอกแซม 25% WG 4 กรัม
  • อิมิดาโคลพริด 70% WG 4 กรัม
  • ไดโนทีฟูแรน 10% WP 40 กรัม

รายงานของกรมวิชาการเกษตรพบว่าท่อนพันธุ์ที่แช่ไทอะมีทอกแซมป้องกันเพลี้ยได้ราว 1 เดือน และในแปลงทดลองเพลี้ยแป้งอยู่ในระดับต่ำมากนานราว 47 วัน น้ำยาที่เหลือจากการแช่ราดโคนต้นหลังปลูกได้ ในแปลงทดสอบที่ราชบุรีใช้ไทอะมีทอกแซม 25% WG 16 กรัมต่อน้ำ 80 ลิตร ซึ่งพอแช่ท่อนพันธุ์สำหรับ 1 ไร่ นักกีฏวิทยาของกรมวิชาการเกษตรให้ข้อสังเกตว่าถ้าวางท่อนพันธุ์แช่ในแนวนอน ต้องแช่ราว 15 นาทีสารจึงซึมเข้าได้ทั่ว

💡 แช่ท่อนพันธุ์อย่างเดียวไม่พอ
ใช้ท่อนพันธุ์จากแปลงที่ไม่มีเพลี้ยแป้งตั้งแต่แรก ไถพรวนตากดินก่อนปลูก และปลูกต้นฤดูฝน (ราวเมษายน–พฤษภาคม) ทั้งสามข้อนี้อยู่ในคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตร

🔁 ป้องกันการดื้อยา และทำไมฉีดยาแล้วเพลี้ยแป้งไม่ตาย

ยาฉีดเพลี้ยแป้งแบบสัมผัสมักได้ผลไม่ดี เพราะชั้นไขสีขาวกันสารไม่ให้ถึงตัว และเพลี้ยหลบอยู่ในยอดหงิกหรือใต้กลีบเลี้ยง ต้องพ่นซ้ำ และสารสัมผัสได้ผลดีที่สุดกับตัวอ่อนวัย 1–2 ที่ยังมีไขน้อย

  • สลับกลุ่มสาร ไม่ใช้กลุ่ม IRAC เดียวกันกับเพลี้ยรุ่นติดกัน เช่น สลับระหว่างกลุ่ม 4 (4A) กับกลุ่ม 1 หรือกลุ่มอื่น
  • 1A (คาร์บาเมต เช่น คาร์บาริล) และ 1B (ออร์กาโนฟอสเฟต เช่น มาลาไทออน โพรไทโอฟอส) เป็นกลุ่ม 1 เดียวกัน ยับยั้งเอนไซม์อะเซทิลโคลีนเอสเทอเรสเหมือนกัน การสลับระหว่าง 1A กับ 1B จึงไม่นับเป็นการสลับกลุ่ม
  • UC IPM แนะนำว่าไม่ควรใช้สารกลุ่มเดียวกันเกิน 2 ครั้งต่อฤดู
  • สารทุกตัวในกลุ่ม 4A (ไทอะมีทอกแซม อิมิดาโคลพริด ไดโนทีฟูแรน โคลไทอะนิดิน) นับเป็นกลุ่มเดียวกัน การเปลี่ยนชื่อสารในกลุ่มเดียวกันไม่ใช่การสลับกลุ่ม
  • การใช้สารซ้ำ ๆ ทำให้ดื้อยาเร็วขึ้นและทำลายแมลงที่มีประโยชน์
  • UC IPM ระบุว่านีโอนิโคตินอยด์ได้ผลกับเพลี้ยแป้งไม่แน่นอนเท่าแมลงปากดูดอื่น และสารไพรีทรอยด์ทำลายศัตรูธรรมชาติรุนแรง

🛡️ วิธีป้องกันเพลี้ยแป้งระยะยาว

การป้องกันเพลี้ยแป้งระยะยาวคือไม่พาเพลี้ยเข้าแปลง ไม่ให้มดดูแลเพลี้ย และรักษาศัตรูธรรมชาติไว้ เมื่อทำครบทั้งสามข้อ เพลี้ยแป้งจะไม่ระบาดจนต้องพึ่งสารเคมีบ่อย

  • ใช้ต้นพันธุ์ ท่อนพันธุ์ และหน่อพันธุ์จากแปลงที่ไม่มีเพลี้ยและไม่มีโรค
  • ไม้ใหม่ทุกต้นให้แยกไว้ก่อนจนแน่ใจว่าสะอาด
  • มันสำปะหลัง: ไถพรวนหลายครั้ง ตากดิน ปลูกต้นฤดูฝน หลีกเลี่ยงการปลูกซ้ำในแปลงที่เคยระบาด และปลูกพืชหมุนเวียน
  • กำจัดวัชพืชรอบโคนต้นและพันผ้าชุบน้ำมันกันมดในไม้ผล
  • หลีกเลี่ยงปุ๋ยไนโตรเจนเกินจำเป็น
  • สำรวจทุกสัปดาห์ในช่วงแล้งและฝนทิ้งช่วง
  • งดพ่นสารในช่วงที่พบหรือเพิ่งปล่อยแตนเบียน ด้วงเต่า และแมลงช้างปีกใส

📚 แหล่งอ้างอิง

🌱 ปลูกต้นไม้อยู่แล้ว อยากมีรายได้เพิ่ม?

เปลี่ยนต้นไม้ที่คุณปลูกให้เป็นรายได้ เปิดร้านบน KASETIDEA Market ได้ง่ายๆ ไม่กี่นาที มีหน้าร้านออนไลน์ของตัวเอง ให้ลูกค้าทั่วประเทศหาคุณเจอ

ลงขายต้นไม้ฟรี ไม่มีค่าธรรมเนียม

❓ คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

+ เพลี้ยแป้งเกิดจากอะไร

เพลี้ยแป้งเป็นแมลงปากดูดวงศ์ Pseudococcidae ไม่ได้เกิดเองจากดินหรืออากาศ แต่ติดมากับต้นไม้หรือท่อนพันธุ์ที่มีเพลี้ย แล้วถูกมดคาบและลมพัดตัวอ่อนไปต้นอื่น ประชากรจะเพิ่มเร็วเมื่ออากาศร้อน แห้งแล้ง และฝนทิ้งช่วง

+ เพลี้ยแป้งใช้ยาอะไร

ในมันสำปะหลัง กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำสารกลุ่ม 4A เช่น ไทอะมีทอกแซม 25% WG หรืออิมิดาโคลพริด 70% WG อัตรา 4 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ส่วนทุเรียน กรมวิชาการเกษตรแนะนำไวท์ออยล์ 67% EC 20 มล. หรือคาร์บาริล 85% WP 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรพ่นเฉพาะต้นที่พบ ให้อ่านฉลาก สลับกลุ่มสาร และห้ามใช้คลอร์ไพริฟอสซึ่งถูกห้ามในไทยตั้งแต่ปี 2563

+ ผงซักฟอกกำจัดเพลี้ยแป้งได้ไหม

ไม่แนะนำ ไม่พบหน่วยงานไทยที่แนะนำผงซักฟอก และหน่วยงานส่งเสริมการเกษตรของมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ เตือนว่าผงซักฟอกและน้ำยาล้างจานลอกไขเคลือบใบ ทำให้ใบแห้งกรอบ ส่วนผลต่อแมลงไม่แน่นอน ถ้าต้องการใช้น้ำสบู่ ให้เลือกสบู่กำจัดแมลงที่ผลิตสำหรับพืชและใช้ตามฉลาก

+ วิธีกำจัดเพลี้ยแป้งแบบธรรมชาติทำอย่างไร

ตัดส่วนที่มีเพลี้ยไปทำลาย ฉีดน้ำแรงหรือแปรงออก และกำจัดวัชพืชโคนต้นที่เป็นที่อาศัยของมดและเพลี้ย ในไม้กระถางใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดตัวเพลี้ยและถุงไข่ และควรอนุรักษ์ด้วงเต่า แมลงช้างปีกใส และแตนเบียนที่กินเพลี้ยแป้ง

+ เพลี้ยแป้งมาพร้อมมดเพราะอะไร

เพลี้ยแป้งขับน้ำหวานซึ่งเป็นอาหารของมด มดจึงคอยปกป้องเพลี้ยจากศัตรูธรรมชาติและขนย้ายเพลี้ยไปต้นอื่น ถ้าไม่จัดการมด เพลี้ยแป้งจะกลับมาเร็วและการควบคุมด้วยแตนเบียนหรือด้วงเต่าจะได้ผลน้อยลง

💥 ลักษณะการทำลาย

ลักษณะความเสียหายที่เกิดจากการทำลายของแมลง

ที่ยอด: ยอดอ่อนหงิกเป็นพุ่มหนาเป็นกระจุกคล้ายหัวกะหล่ำ (มันสำปะหลัง)
ที่ลำต้น: ลำต้นบิดเบี้ยว ข้อถี่ ยอดแห้ง ต้นเล็กอาจไม่ลงหัวและตาย
ที่ใบ: จุดเหลือง ใบหงิกย่น ใบร่วง และมีราดำขึ้นบนคราบน้ำหวาน
ที่ผล: กลุ่มปุยขาวที่ขั้วผล ใต้กลีบเลี้ยงและระหว่างหนาม ผลเล็กไม่โต ผลสกปรก (ทุเรียน เงาะ)
ที่ช่อดอก: ช่อดอกชะงักการเจริญเติบโต (ทุเรียน)
ที่ราก: คราบขาวคล้ายผงติดราก ต้นเหี่ยวและเสี่ยงรากเน่า (ไม้กระถาง แคคตัส)
ทั้งต้น: มีมดขึ้นลงเป็นแถว ต้นแคระแกร็น โตช้า