สรุปสั้น (TL;DR)
อ่าน 30 วินาที- เพลี้ยแป้ง คือแมลงปากดูดวงศ์ Pseudococcidae ตัวรีคลุมไขขาว ดูดน้ำเลี้ยงทำให้ยอดหงิก ต้นแคระ และเกิดราดำ
- ไม่ได้เกิดเอง แต่ติดมากับต้นพันธุ์/ท่อนพันธุ์ แล้วถูกมดและลมพาไป ระบาดหนักช่วงร้อน แล้ง ฝนทิ้งช่วง
- เพลี้ยแป้งสีชมพู พบในไทยครั้งแรกปี 2551 ทำให้ผลผลิตมันสำปะหลังลดราว 27% และถูกกดด้วยแตนเบียน Anagyrus lopezi
- มันสำปะหลัง: แช่ท่อนพันธุ์ 5–10 นาที ด้วยไทอะมีทอกแซม 25% WG 4 ก./น้ำ 20 ล. ตามคำแนะนำกรมส่งเสริมการเกษตร
- ทุเรียน: ตัดส่วนที่ถูกทำลาย ล้างผล ไวท์ออยล์ 67% EC 20 มล./20 ล. และพันผ้าชุบสารกันมด
- ไม่แนะนำผงซักฟอก เพราะทำให้ใบไหม้ ใช้สบู่กำจัดแมลงตามฉลากแทน และห้ามใช้คลอร์ไพริฟอส
📋 ภาพรวมโรค
เพลี้ยแป้ง คือแมลงปากดูดตัวเล็กในวงศ์ Pseudococcidae ลำตัวรีเป็นปล้องและคลุมด้วยไขสีขาวคล้ายผงแป้ง มันดูดน้ำเลี้ยงจากยอด ใบ ผล และราก ทำให้ต้นแคระแกร็น ใบหงิก และเกิดราดำจากน้ำหวานที่ขับออกมา ในไทยเพลี้ยแป้งเป็นศัตรูสำคัญของมันสำปะหลัง ทุเรียน เงาะ สับปะรด มะละกอ และไม้ประดับ
บทความนี้รวบรวมจากเอกสารของกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และหน่วยงานวิชาการต่างประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่เพลี้ยแป้งเกิดจากอะไร วิธีกำจัดเพลี้ยแป้งแบบธรรมชาติ คำถามเรื่องผงซักฟอก ไปจนถึงเพลี้ยแป้งใช้ยาอะไร พร้อมอัตราของกรมส่งเสริมการเกษตรสำหรับมันสำปะหลัง และของกรมวิชาการเกษตรสำหรับทุเรียนและเงาะ
🐛 เพลี้ยแป้งคืออะไร ลักษณะและวิธีสังเกต
เพลี้ยแป้งดูง่ายจากก้อนสีขาวคล้ายสำลีหรือผงแป้งที่เกาะเป็นกลุ่มตามซอกใบ ยอด และขั้วผล ถ้าเขี่ยดูจะเห็นตัวรีนิ่มเป็นปล้อง ตัวที่โตแล้วบางชนิดมีเส้นไขยื่นออกมารอบตัว
เพศเมียที่เราเห็นเกาะอยู่บนต้นไม่มีปีก ส่วนเพศผู้เป็นแมลงตัวจิ๋วมีปีก 2 ปีกและมีหางยาว 2 เส้น พบเห็นได้ยาก ตัวอ่อนที่เพิ่งฟักเรียกว่า crawler มีสีเหลือง ส้ม หรือชมพู ยังไม่มีไข และจะคลานหาที่เกาะก่อนเริ่มสร้างไข
เพลี้ยแป้งลาย (Ferrisia virgata) แยกได้ง่ายที่สุด เพราะมีแถบสีเข้ม 2 แถบบนหลัง มีหางไข 2 เส้นยาวราวครึ่งหนึ่งของลำตัว และมีเส้นไขใสคล้ายแก้วยื่นออกมา ส่วนเพลี้ยแป้งที่พบในทุเรียนมีลำตัวสีเหลืองอ่อนหรือชมพูใต้ชั้นไขขาว
🔄 วงจรชีวิตเพลี้ยแป้ง และไข่เพลี้ยแป้งอยู่ตรงไหน
เพลี้ยแป้งเพศเมียส่วนใหญ่วางไข่ 100–200 ฟองหรือมากกว่า ในถุงไข่ที่มีลักษณะเป็นปุยสำลี ทยอยวางนาน 10–20 วัน เพลี้ยแป้งมีราว 2–6 รุ่นต่อปีตามชนิด และในที่อากาศอุ่นหรือในอาคารจะพบทุกระยะได้ตลอดปี
ไข่เพลี้ยแป้ง ที่เห็นเป็นปุยขาวฟูตามซอกกิ่งหรือใต้ใบคือถุงไข่ ไม่ใช่ตัวเพลี้ย ถ้าเขี่ยเปิดจะเห็นไข่เล็ก ๆ จำนวนมาก การกำจัดถุงไข่ทิ้งจึงตัดรุ่นต่อไปได้มาก แต่เพลี้ยแป้งบางชนิดไม่ได้วางไข่แบบนี้
รายงานของกรมวิชาการเกษตรเรื่องปัจจัยสภาพแวดล้อมอ้างข้อสังเกตเป็นข้อมูลพื้นฐานว่า อุณหภูมิเกิน 27 °C ช่วยให้เพลี้ยแป้งสีชมพูเจริญเติบโตและขยายพันธุ์เร็วขึ้น แต่ผลวิเคราะห์ในรายงานเองยังไม่พบความสัมพันธ์กับอุณหภูมิที่ชัดเจน ปัจจัยที่เห็นผลชัดกว่าคือฝน (ดูหัวข้อช่วงระบาด) ส่วนตัวอ่อนวัยแรกเป็นระยะที่เคลื่อนที่และแพร่ไปต้นอื่นได้
❓ เพลี้ยแป้งเกิดจากอะไร มาจากไหน
เพลี้ยแป้งไม่ได้เกิดขึ้นเองจากดินหรืออากาศ แต่ติดมากับต้นไม้ ท่อนพันธุ์ กระถาง หรือเครื่องมือ แล้วถูกมดและลมพาไปต้นอื่น เมื่ออากาศร้อน แห้งแล้ง และฝนทิ้งช่วง ประชากรจะเพิ่มขึ้นเร็วจนเห็นเป็นการระบาด
เพศเมียไม่มีปีกและคลานช้า ลำพังตัวเองจึงแพร่ได้ไม่ไกล ช่องทางหลักที่พาเพลี้ยแป้งเข้าแปลงหรือเข้าบ้านคือ
- ต้นใหม่และท่อนพันธุ์ ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังที่มีเพลี้ยติดมาเป็นตัวพาเพลี้ยแป้งข้ามฤดูและข้ามพื้นที่
- มด คาบเพลี้ยไปต้นอื่นและแปลงข้างเคียง ในทุเรียนคือมดดำ ในสับปะรดคือมดคันไฟและมด Pheidole
- ลม พัดตัวอ่อนวัยแรกไปต้นอื่น
- คน สัตว์ และเครื่องมือ ที่เดินผ่านแปลงที่มีการระบาด
- ดินและวัชพืช เพลี้ยแป้งบางชนิดอาศัยในดินบริเวณโคนต้นหรือรากวัชพืช และมีมดเป็นตัวพาไป
ปัจจัยที่ทำให้ระบาดหนักขึ้นคือการให้ปุ๋ยไนโตรเจนสูงร่วมกับให้น้ำสม่ำเสมอ เพราะทำให้ต้นแตกยอดอ่อนมากและเพลี้ยวางไข่มากขึ้น ถ้าไม่แน่ใจว่าใส่ปุ๋ยมากไปหรือไม่ ลองคำนวณด้วย เครื่องมือคำนวณปุ๋ย
🐜 มดกับเพลี้ยแป้ง ทำไมมาด้วยกัน และทำไมเกิดราดำ

มดกับเพลี้ยแป้งพึ่งพากัน เพลี้ยแป้งขับน้ำหวานเหนียว ๆ ออกมาให้มดกิน ส่วนมดก็ปกป้องเพลี้ยจากศัตรูธรรมชาติและขนย้ายไปต้นใหม่ ถ้าเห็นมดเดินขึ้นลงต้นเป็นแถว โดยเฉพาะที่ยอดหรือขั้วผล ให้สงสัยว่ามีเพลี้ยแป้งหรือแมลงปากดูดอื่นอยู่
ในสับปะรด กรมวิชาการเกษตรพบว่าแปลงที่มีมดมากมีโรคเหี่ยวมากขึ้น และรังมดที่โคนต้นเป็นสัญญาณว่ามีเพลี้ยแป้ง เอกสารของ UF/IFAS ระบุว่ามดที่คอยดูแลเพลี้ยแป้งทำให้การควบคุมโดยชีววิธีได้ผลน้อยลง การจัดการมดจึงเป็นส่วนหนึ่งของการกำจัดเพลี้ยแป้งเสมอ
ราดำ คือเชื้อราสีดำที่ขึ้นบนน้ำหวานซึ่งเพลี้ยแป้งขับไว้บนใบและผล ราดำบังแสงทำให้ใบสังเคราะห์แสงได้น้อยลง กรมวิชาการเกษตรระบุว่าโรคราดำมักพบในช่วงที่แมลงปากดูดระบาด โดยเฉพาะเพลี้ยหอยและเพลี้ยแป้ง ในทุเรียน น้ำหวานของเพลี้ยแป้งเป็นเหตุให้ราดำเข้าทำลายซ้ำ วิธีแก้ราดำที่ตรงจุดจึงต้องกำจัดเพลี้ยกับมดก่อน
วิธีตัดทางมด เพื่อไล่เพลี้ยแป้งทางอ้อม
- พันผ้าชุบน้ำมันรอบโคนต้นหรือกิ่ง กรมวิชาการเกษตรแนะนำในเงาะ ทั้งผ้าชุบน้ำมันและผ้าชุบน้ำมันเครื่องรอบโคนต้น วิธีนี้ใช้น้ำมันเครื่อง จึงไม่ใช่วิธีธรรมชาติ
- ผ้าชุบสารพันรอบต้น ในทุเรียน กรมวิชาการเกษตรแนะนำผ้าชุบสารฆ่าแมลงพันรอบต้นและชุบใหม่ทุก 10 วัน (อัตราอยู่ในตารางสารเคมี)
- กำจัดวัชพืชรอบโคนต้น วัชพืชเป็นที่อาศัยของมดและเพลี้ยแป้งทั้งในเงาะและสับปะรด
- เหยื่อพิษกำจัดมด UF/IFAS ระบุว่าในสับปะรด การจัดการมดที่ดูแลเพลี้ยเป็นวิธีที่ได้ผลที่สุด และเหยื่อกำจัดมดที่ขึ้นทะเบียนในพื้นที่ช่วยคุมเพลี้ยแป้งได้
เช็ดใบที่มีคราบเหนียวด้วยผ้าชุบน้ำ ถ้าคราบเหนียวกลับมาภายในไม่กี่วัน แปลว่ายังมีแมลงปากดูดอยู่ด้านบน ให้มองหากลุ่มปุยขาวตามซอกกิ่งหรือยอดเหนือจุดนั้น
🗺️ ชนิดเพลี้ยแป้งที่พบในไทยและพืชที่ทำลาย
เพลี้ยแป้งในไทยมีหลายชนิด แต่ละชนิดชอบพืชต่างกัน งานอนุกรมวิธานของกรมวิชาการเกษตรพบเพลี้ยแป้ง 5 ชนิดในมันสำปะหลังเพียงพืชเดียว ตารางนี้สรุปชนิดที่มีเอกสารยืนยันว่าพบในไทย
นอกจากนี้ ฐานข้อมูล EPPO ระบุว่า Planococcus lilacinus มีพืชอาศัยหลักคือลำไย มะม่วง ฝรั่ง และโกโก้ และพบในกาแฟและพืชตระกูลส้ม รวมถึงมะนาว ส่วนเพลี้ยแป้งมะละกอและ Phenacoccus solenopsis พบในชบา ซึ่งเป็นไม้ประดับที่ปลูกกันทั่วไป ใครปลูกชบาไว้หน้าบ้านจึงควรหมั่นพลิกดูใต้ใบ
P. solenopsis พบได้ทั้งปีเพราะมีพืชอาศัยมาก แต่กรมวิชาการเกษตรรายงานว่าในไทยยังไม่ค่อยพบความเสียหายรุนแรงจากชนิดนี้
🌱 เพลี้ยแป้งสีชมพู ศัตรูสำคัญของมันสำปะหลัง
เพลี้ยแป้งสีชมพู (Phenacoccus manihoti) เป็นเพลี้ยแป้งที่ทำความเสียหายต่อมันสำปะหลังมากที่สุดและเป็นต้นเหตุของการระบาดใหญ่ พบในไทยครั้งแรกปี 2551 (ค.ศ. 2008) ซึ่งเป็นการพบครั้งแรกในเอเชียด้วย เพลี้ยชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้
ผลกระทบในช่วงระบาดสูงมาก ผลผลิตมันสำปะหลังของไทยลดจาก 22.7 เป็น 18.6 ตันต่อเฮกตาร์ ผลผลิตรวมลดลงราว 27% ราคาแป้งมันพุ่งขึ้นราว 162% และบางพื้นที่ของไทยเสียหายทั้งแปลงในปี 2552–2553
อาการมันสำปะหลังที่ถูกเพลี้ยแป้งสีชมพูทำลาย
- ยอดหงิก ยอดอ่อนงอหงิกเป็นพุ่มหนาเป็นกระจุก คล้ายหัวกะหล่ำ และหงิกแน่นจนเพลี้ยหลบฝนอยู่ข้างในได้
- ลำต้นบิดเบี้ยว ข้อถี่ ช่วงข้อสั้นลงผิดปกติ
- ยอดแห้ง ต้นเล็กที่ถูกทำลายอาจไม่ลงหัวและตายได้
- หัวเล็ก แป้งน้อย คุณภาพท่อนพันธุ์ลดลง
- ต้นที่ถูกทำลายรุนแรงอาจเสียหายทั้งต้นภายใน 1–4 เดือน
ความเร็วของอาการหงิกต่างกันตามพันธุ์ งานในวารสารวิทยาศาสตร์เกษตรพบว่าระดับหงิกพัฒนาเร็วที่สุดในพันธุ์ระยอง 72 และช้าที่สุดในเกษตรศาสตร์ 50 ข้อมูลนี้ช่วยให้รู้ว่าแปลงพันธุ์ที่อ่อนแอต้องสำรวจถี่กว่าเดิม
🌳 เพลี้ยแป้งในทุเรียน เงาะ และสับปะรด
เพลี้ยแป้งทุเรียนในไทยคือ Planococcus minor และ Planococcus lilacinus ตามข้อมูลของกรมส่งเสริมการเกษตร มันทำลายกิ่ง ช่อดอก ผลอ่อน และผลแก่ โดยมีมดดำเป็นตัวพาไปทั่วต้น ช่วงเสี่ยงคือช่วงผลกำลังโตจนใกล้เก็บเกี่ยว โดยเฉพาะเมื่ออากาศร้อนและแห้ง
อาการเพลี้ยแป้งในทุเรียน
- ส่วนที่ถูกดูดกินชะงักการเจริญเติบโตและแคระแกร็น
- ผลเล็กไม่โต ส่วนผลใหญ่เนื้อในไม่เสีย แต่ผลเสียคุณภาพ
- เพลี้ยหลบอยู่ที่ขั้วผล ใต้กลีบเลี้ยง และระหว่างหนาม ซึ่งเป็นปัญหาต่อการส่งออก
- น้ำหวานทำให้ราดำขึ้นซ้ำบนผลและใบ
การจัดการเพลี้ยแป้งในทุเรียนตามคำเตือนของกรมวิชาการเกษตร ถ้าพบน้อยให้ตัดส่วนที่ถูกทำลายทิ้ง หรือใช้แปรงปัดและล้างผลด้วยน้ำ ถ้าพบบนผลจำนวนน้อยใช้ไวท์ออยล์ และพันผ้าชุบสารกันมดรอบต้น ส่วนสารฆ่าแมลงให้พ่นเฉพาะต้นที่พบเพลี้ยเท่านั้น อัตราอยู่ในตารางสารเคมีด้านล่าง
เงาะ: เพลี้ยแป้งเกาะที่ขั้วผลและโคนขน ถ้าทำลายผลอ่อนมากผลจะร่วง ส่วนผลแก่จะสกปรกจากมูลและราดำ ชนิดที่สำคัญที่สุดในเงาะคือเพลี้ยแป้งลาย
สับปะรด: เพลี้ยแป้ง Dysmicoccus brevipes และ D. neobrevipes เป็นพาหะของไวรัสโรคเหี่ยวสับปะรด (PMWaV-1 และ PMWaV-2) อาการของ PMWaV-2 คือปลายใบแห้งก่อน แล้วสีแดงอมม่วงลามลงมาตามใบ ขอบใบม้วนและเป็นสีน้ำตาล ต้นเหี่ยวและรากเน่าเกือบหมด ส่วน PMWaV-1 มักไม่แสดงอาการชัด แต่ทำให้ผลผลิตปีถัดไปลดลง อาการเริ่มเห็นเมื่อต้นอายุราว 6 เดือน และรุนแรงที่สุดช่วงบังคับดอก
กรมวิชาการเกษตรระบุว่ายังไม่มีสารเคมีที่ใช้ควบคุมโรคเหี่ยวสับปะรดได้ วิธีหลักคือใช้หน่อพันธุ์จากแปลงที่ไม่เป็นโรค และจัดการมดที่คอยดูแลเพลี้ยแป้ง
🪴 เพลี้ยแป้งในต้นไม้กระถาง แคคตัส และเพลี้ยแป้งราก
ต้นไม้กระถางและแคคตัสมักได้เพลี้ยแป้งมาจากต้นใหม่ที่เพิ่งซื้อ สัญญาณแรกที่สังเกตได้คือคราบเหนียวหรือราดำ ต่อมาต้นจะอ่อนแอและใบเหี่ยวย่น ในแคคตัสให้ดูใต้ใบ ตามแนวหนาม และตามข้อ
เพลี้ยแป้งราก (เช่น Rhizoecus spp.) ดูดกินรากและแทบไม่มีใครสังเกตเห็นจนกว่าจะขุดต้นขึ้นมา ในแคคตัสจะเห็นเป็นคราบขาวติดราก และทำให้เสี่ยงโรครากเน่ามากขึ้น ถ้าต้นเหี่ยวทั้งที่รดน้ำปกติ ให้ลองเคาะต้นออกจากกระถางดูราก
- ต้นใหม่ให้ตรวจและแยกไว้ห่างจากต้นอื่นจนแน่ใจว่าไม่มีเพลี้ย
- ตรวจกระถางเก่าและไม้ค้ำว่ามีถุงไข่ติดอยู่หรือไม่ก่อนนำมาใช้ซ้ำ
- ตอนเปลี่ยนกระถาง ล้างรากเพื่อดูคราบขาว
- เพลี้ยแป้งรากกำจัดยากมาก UC IPM แนะนำให้ทิ้งต้นที่ระบาดหนัก
UC IPM ระบุว่ายาดูดซึมกลุ่มนีโอนิโคตินอยด์แบบใส่ดินอาจลดตัวอ่อนในไม้กระถางได้ แต่ได้ผลกับเพลี้ยแป้งไม่แน่นอนเท่ากับแมลงปากดูดชนิดอื่น และไม่ควรใช้กับต้นที่กำลังออกดอกเพราะเป็นอันตรายต่อแมลงผสมเกสร
☀️ ช่วงระบาดของเพลี้ยแป้ง
เพลี้ยแป้งระบาดหนักช่วงอากาศร้อน แห้งแล้ง และฝนทิ้งช่วงนาน กรมส่งเสริมการเกษตรออกคำเตือนทุกครั้งที่เริ่มเข้าฤดูแล้ง กลางวันอากาศร้อน และฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน
ฝนช่วยลดเพลี้ยได้บางส่วน ฝน 4.5–15 มม. ลดจำนวนตัวเต็มวัยได้ แต่ฝน 110 มม. ใน 24 ชั่วโมงก็ยังชะล้างเพลี้ยออกไม่หมด เพราะเพลี้ยหลบอยู่ในยอดที่หงิกแน่น อย่าวางใจว่าฝนตกหนักแล้วเพลี้ยจะหายเอง
🔍 วิธีสำรวจเพลี้ยแป้ง และเกณฑ์ที่ต้องเริ่มจัดการ
สำรวจแปลงอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งตามคำแนะนำของกรมส่งเสริมการเกษตร และดูให้ถูกจุดตามชนิดพืช สัญญาณที่บอกว่ามีเพลี้ยแป้งคือถุงไข่ปุยขาว ไข คราบน้ำหวาน ราดำ และมดที่ขึ้นมากินน้ำหวาน
ยังไม่มีเกณฑ์ทางการที่ใช้ได้กับทุกพืช ในงานทดลองของกรมวิชาการเกษตรใช้เกณฑ์พ่นสารเมื่อพบเพลี้ยแป้งเกิน 5 ตัวต่อช่อในเงาะ และเกิน 2 ตัวต่อผลในฝรั่ง ตัวเลขนี้เป็นเกณฑ์ในงานทดลอง ไม่ใช่คำแนะนำอย่างเป็นทางการ ใช้เป็นแนวทางคร่าว ๆ ได้
🧭 เพลี้ยแป้ง แก้ยังไง ขั้นตอนกำจัดเพลี้ยแป้งแบบผสมผสาน
การกำจัดเพลี้ยแป้งให้ได้ผลต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน เริ่มจากต้นและท่อนพันธุ์ที่สะอาด สำรวจบ่อย ตัดส่วนที่ระบาดทิ้ง ตัดทางมด แล้วจึงใช้สารเคมีเฉพาะจุดเมื่อระบาดหนัก การฉีดยาอย่างเดียวมักไม่จบ เพราะไขของเพลี้ยกันสารได้และมดจะพาเพลี้ยกลับมาใหม่
🌿 วิธีกำจัดเพลี้ยแป้งแบบธรรมชาติ และวิธีง่ายๆ ไม่ใช้สาร
วิธีกำจัดเพลี้ยแป้งง่ายๆ ที่ได้ผลเมื่อระบาดน้อยคือตัดส่วนที่มีเพลี้ยทิ้ง ฉีดน้ำแรง ๆ หรือแปรงออก และกันมดไม่ให้ขึ้นต้น วิธีเหล่านี้มีอยู่ในคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรและ UC IPM และไม่ทำร้ายศัตรูธรรมชาติที่ช่วยกินเพลี้ย
- ตัดและทำลาย เด็ดหรือตัดแต่งส่วนที่มีเพลี้ย ถ้าระบาดรุนแรงให้ถอนทั้งต้น ในมันสำปะหลังให้ตัดหรือถอนแล้วนำไปทำลายนอกแปลง
- ฉีดน้ำแรง ใช้กับต้นที่แข็งแรงพอ ทำซ้ำทุกไม่กี่วัน ถ้าเป็นแคคตัสหรือต้นในกระถางให้คลุมดินก่อนฉีด
- แปรงหรือล้างผล ผลทุเรียนที่มีเพลี้ยไม่มากใช้แปรงปัดหรือล้างด้วยน้ำ
- กำจัดวัชพืชรอบโคนต้น วัชพืชเป็นที่อาศัยของมดและเพลี้ยแป้ง ส่วนวิธีกันมดอื่น ๆ ดูหัวข้อมดกับเพลี้ยแป้งด้านบน
- ลดปุ๋ยไนโตรเจนที่ไม่จำเป็น ยอดอ่อนที่แตกมากเป็นอาหารชั้นดีของเพลี้ย
- สบู่กำจัดแมลง น้ำมันพืชสวน หรือน้ำมันสะเดา UC IPM ระบุว่าช่วยลดประชากรได้เมื่อพ่นโดนตัวโดยตรง โดยเฉพาะตัวอ่อน ต้องทดสอบกับใบส่วนน้อยก่อน
สูตรแอลกอฮอล์สำหรับไม้กระถางและแคคตัส
สำหรับไม้ในบ้านที่มีเพลี้ยไม่กี่จุด UC IPM แนะนำให้ใช้สำลีพันก้านชุบไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ความเข้มข้นไม่เกิน 70% แตะที่ตัวเพลี้ย หรือพ่นแอลกอฮอล์เจือจาง 10–25% สัปดาห์ละครั้ง โดยทดสอบกับใบส่วนน้อยก่อน 1–2 วัน ส่วน Missouri Botanical Garden แนะนำแอลกอฮอล์ผสมน้ำ 1 ต่อ 3 สำหรับแคคตัส และให้ทดสอบก่อนเช่นกัน
ใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดถุงไข่ปุยขาวออกด้วย ไม่ใช่แค่ตัวที่เห็น เพราะถุงไข่หนึ่งถุงคือเพลี้ยรุ่นถัดไปอีกนับร้อยตัว แล้วกลับมาตรวจซ้ำหลังจากนั้นราวหนึ่งสัปดาห์
🧼 ผงซักฟอกกำจัดเพลี้ยแป้งได้ไหม สูตรไหนปลอดภัยกว่า
ไม่แนะนำให้ใช้ผงซักฟอกหรือน้ำยาล้างจาน เราไม่พบเอกสารของกรมวิชาการเกษตรหรือกรมส่งเสริมการเกษตรที่แนะนำสูตรผงซักฟอกกำจัดเพลี้ยแป้ง และหน่วยงานส่งเสริมการเกษตรของมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ เตือนว่าผงซักฟอกทำให้ใบเสียหายได้
Iowa State University Extension อธิบายว่าน้ำยาล้างจานและผงซักฟอกเป็นสารซักล้าง (detergent) ไม่ใช่สบู่แท้ ผลต่อแมลงมีจำกัดและไม่แน่นอน แต่มีแนวโน้มทำให้พืชเสียหายมากกว่า ส่วน UF/IFAS อธิบายว่าผงซักฟอกลอกชั้นไขเคลือบใบ ทำให้ใบแห้งกรอบแม้จะผสมเจือจางแล้ว
ถ้าอยากได้สูตรกำจัดเพลี้ยแป้งที่ใช้น้ำสบู่ ให้เลือกสบู่กำจัดแมลงที่ผลิตมาสำหรับพืชและใช้ตามฉลาก พ่นช่วงที่อากาศไม่ร้อนจัด และอย่าพ่นตอนต้นขาดน้ำ ซึ่งตรงกับข้อเตือนของ UF/IFAS
🐞 ศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยแป้ง และเรื่องแตนเบียนอะนาไกรัส

ศัตรูธรรมชาติที่สำคัญของเพลี้ยแป้งคือแตนเบียน ด้วงเต่าตัวห้ำ และแมลงช้างปีกใส ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จที่สุดในไทยคือ แตนเบียน Anagyrus lopezi (แตนเบียนอะนาไกรัส) ที่ช่วยกดการระบาดของเพลี้ยแป้งสีชมพูในมันสำปะหลัง
เรื่องของแตนเบียนอะนาไกรัส
แตนเบียนชนิดนี้เบียนเพลี้ยแป้งสีชมพูแบบเจาะจงสูง ไทยนำเข้าแตนเบียน 500 ตัวจากสถาบันนานาชาติเพื่อเกษตรเขตร้อน (IITA) ประเทศเบนิน ในปี 2552 สถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย (TTDI) ระบุว่าปล่อยแตนเบียนครั้งแรกในเดือนมกราคม 2553 ในพื้นที่ห้วยบงของสถาบัน จากนั้นผลิตขยายได้หลายแสนตัวภายในกรกฎาคม 2553 และปล่อยในแปลงมันสำปะหลังทั้งที่ห้วยบงและพื้นที่อื่น การปล่อยทั่วประเทศเริ่มตั้งแต่ 17 กรกฎาคม 2553 โดยแคมเปญปี 2553 วางแผนปล่อยราว 250,000 ตัว เริ่มที่ขอนแก่น
ผลในระดับภูมิภาคมาจากงานของ Wyckhuys และคณะ (2019) ที่สำรวจแปลงมันสำปะหลังใน 6 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีนตอนใต้ ช่วงปี 2557 ถึงกลางปี 2558 พบแตนเบียนใน 96.9% ของแปลงที่มีเพลี้ยแป้ง (97 แปลง) อัตราการเบียนเฉลี่ยรายพื้นที่ 10.7–67.1% ในแปลงใหญ่ และ 17.1–46.7% ในแปลงรายย่อย และประเมินว่าการควบคุมโดยชีววิธีช่วยกู้ผลผลิตในภูมิภาคได้ 5.3–10.0 ตันต่อเฮกตาร์ ตัวเลขเหล่านี้จึงเป็นภาพรวมของภูมิภาค ไม่ใช่ของไทยประเทศเดียว
ปี 2555 กรมวิชาการเกษตรผลิตขยายแตนเบียนด้วยต้นทุนราว 3.00–4.50 บาทต่อคู่
มีข้อสังเกตจากงานของกรมวิชาการเกษตรว่า หลังปล่อยแตนเบียน เพลี้ยแป้งชนิดอื่นกลับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเพลี้ยแป้งมะละกอช่วงปลายฤดูฝน การสำรวจจึงยังจำเป็นแม้แปลงจะมีแตนเบียนแล้ว
กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำให้อนุรักษ์แมลงช้างปีกใส แตนเบียน และด้วงเต่าตัวห้ำ และงดพ่นสารในช่วงที่พบหรือเพิ่งปล่อยศัตรูธรรมชาติ ในทุเรียนก็แนะนำด้วงเต่าและแมลงช้างปีกใสเช่นกัน ส่วนไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงยังเป็นงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตร ยังไม่ใช่คำแนะนำสำหรับเกษตรกร
🧪 เพลี้ยแป้งใช้ยาอะไร ยาฆ่าเพลี้ยแป้งที่หน่วยงานรัฐระบุ
ยาฆ่าเพลี้ยแป้งที่เอกสารของกรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตรระบุบ่อยที่สุดคือสารกลุ่ม 4A ได้แก่ ไทอะมีทอกแซม อิมิดาโคลพริด และไดโนทีฟูแรน ในมันสำปะหลังมีโพรไทโอฟอส (กลุ่ม 1B) ส่วนทุเรียนใช้ไวท์ออยล์และคาร์บาริล (กลุ่ม 1A) ทุกตัวต้องใช้กับพืชที่ฉลากระบุและพ่นเฉพาะจุดที่พบเพลี้ย
ตารางนี้รวมสารกำจัดเพลี้ยแป้งพร้อมอัตราเฉพาะที่หน่วยงานรัฐระบุไว้สำหรับพืชนั้น อัตรามันสำปะหลังมาจากกรมส่งเสริมการเกษตร ส่วนอัตราทุเรียนและเงาะมาจากคำเตือนของกรมวิชาการเกษตร
** IRAC จัดน้ำมันแร่ (mineral oil) ไว้ในกลุ่ม UNM ไวท์ออยล์ที่ขายในไทยควรดูชนิดน้ำมันบนฉลาก
กลุ่ม IRAC ของคาร์บาริล มาลาไทออน และโพรไทโอฟอส จัดตามกลุ่มเคมี (คาร์บาเมต = 1A, ออร์กาโนฟอสเฟต = 1B) ทั้งสองกลุ่มย่อยอยู่ในกลุ่ม 1 เดียวกัน ส่วนในมันสำปะหลัง กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้ใช้สารเฉพาะเมื่อระบาดรุนแรง พ่นเฉพาะจุดที่พบและรอบ ๆ และเล็งตัวอ่อนวัย 1–2 ซึ่งยังมีไขน้อย
- อ่านฉลากทุกครั้ง ใช้เฉพาะสารที่ขึ้นทะเบียนในไทยสำหรับพืชนั้น และเว้นระยะก่อนเก็บเกี่ยวตามที่ฉลากกำหนด
- สวมถุงมือ หน้ากาก แว่นตา เสื้อแขนยาว ขณะผสมและพ่นสาร ล้างมือและอาบน้ำหลังพ่น
- คลอร์ไพริฟอส (chlorpyrifos) ถูกห้ามใช้ในไทยตั้งแต่ปี 2563 เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ห้ามผลิต นำเข้า ขาย และมีไว้ครอบครอง เอกสารเก่าที่ยังระบุสารนี้จึงใช้ไม่ได้แล้ว
- ผลผลิตส่งออก: รายงานของกรมวิชาการเกษตรเรื่องเงาะระบุว่าคาร์บาริลใช้กับผลผลิตที่ส่งออกไปสหภาพยุโรปไม่ได้ ผู้ส่งออกควรตรวจข้อกำหนดของประเทศปลายทางก่อนเลือกสาร
สารกลุ่ม 4A เป็นอันตรายต่อแตนเบียน A. lopezi ในการทดสอบของกรมวิชาการเกษตร โพรไทโอฟอสอันตรายปานกลาง ควรเว้นอย่างน้อย 14 วันหลังพ่นก่อนปล่อยแตนเบียน ส่วนไวท์ออยล์เป็นอันตรายต่อแตนเบียนเพียงเล็กน้อย ถ้าแปลงเพิ่งปล่อยแตนเบียนจึงควรเลือกใช้วิธีที่ไม่ทำลายศัตรูธรรมชาติก่อน
🪣 แช่ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังก่อนปลูก ตัดวงจรเพลี้ยแป้ง

การแช่ท่อนพันธุ์ด้วยสารฆ่าแมลงก่อนปลูกเป็นวิธีหลักที่กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำ เพราะท่อนพันธุ์ที่มีเพลี้ยติดมาคือต้นทางของการระบาดในฤดูใหม่ ให้แช่ท่อนพันธุ์นาน 5–10 นาที ในสารตัวใดตัวหนึ่งต่อไปนี้ผสมน้ำ 20 ลิตร
- ไทอะมีทอกแซม 25% WG 4 กรัม
- อิมิดาโคลพริด 70% WG 4 กรัม
- ไดโนทีฟูแรน 10% WP 40 กรัม
รายงานของกรมวิชาการเกษตรพบว่าท่อนพันธุ์ที่แช่ไทอะมีทอกแซมป้องกันเพลี้ยได้ราว 1 เดือน และในแปลงทดลองเพลี้ยแป้งอยู่ในระดับต่ำมากนานราว 47 วัน น้ำยาที่เหลือจากการแช่ราดโคนต้นหลังปลูกได้ ในแปลงทดสอบที่ราชบุรีใช้ไทอะมีทอกแซม 25% WG 16 กรัมต่อน้ำ 80 ลิตร ซึ่งพอแช่ท่อนพันธุ์สำหรับ 1 ไร่ นักกีฏวิทยาของกรมวิชาการเกษตรให้ข้อสังเกตว่าถ้าวางท่อนพันธุ์แช่ในแนวนอน ต้องแช่ราว 15 นาทีสารจึงซึมเข้าได้ทั่ว
ใช้ท่อนพันธุ์จากแปลงที่ไม่มีเพลี้ยแป้งตั้งแต่แรก ไถพรวนตากดินก่อนปลูก และปลูกต้นฤดูฝน (ราวเมษายน–พฤษภาคม) ทั้งสามข้อนี้อยู่ในคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตร
🔁 ป้องกันการดื้อยา และทำไมฉีดยาแล้วเพลี้ยแป้งไม่ตาย
ยาฉีดเพลี้ยแป้งแบบสัมผัสมักได้ผลไม่ดี เพราะชั้นไขสีขาวกันสารไม่ให้ถึงตัว และเพลี้ยหลบอยู่ในยอดหงิกหรือใต้กลีบเลี้ยง ต้องพ่นซ้ำ และสารสัมผัสได้ผลดีที่สุดกับตัวอ่อนวัย 1–2 ที่ยังมีไขน้อย
- สลับกลุ่มสาร ไม่ใช้กลุ่ม IRAC เดียวกันกับเพลี้ยรุ่นติดกัน เช่น สลับระหว่างกลุ่ม 4 (4A) กับกลุ่ม 1 หรือกลุ่มอื่น
- 1A (คาร์บาเมต เช่น คาร์บาริล) และ 1B (ออร์กาโนฟอสเฟต เช่น มาลาไทออน โพรไทโอฟอส) เป็นกลุ่ม 1 เดียวกัน ยับยั้งเอนไซม์อะเซทิลโคลีนเอสเทอเรสเหมือนกัน การสลับระหว่าง 1A กับ 1B จึงไม่นับเป็นการสลับกลุ่ม
- UC IPM แนะนำว่าไม่ควรใช้สารกลุ่มเดียวกันเกิน 2 ครั้งต่อฤดู
- สารทุกตัวในกลุ่ม 4A (ไทอะมีทอกแซม อิมิดาโคลพริด ไดโนทีฟูแรน โคลไทอะนิดิน) นับเป็นกลุ่มเดียวกัน การเปลี่ยนชื่อสารในกลุ่มเดียวกันไม่ใช่การสลับกลุ่ม
- การใช้สารซ้ำ ๆ ทำให้ดื้อยาเร็วขึ้นและทำลายแมลงที่มีประโยชน์
- UC IPM ระบุว่านีโอนิโคตินอยด์ได้ผลกับเพลี้ยแป้งไม่แน่นอนเท่าแมลงปากดูดอื่น และสารไพรีทรอยด์ทำลายศัตรูธรรมชาติรุนแรง
🛡️ วิธีป้องกันเพลี้ยแป้งระยะยาว
การป้องกันเพลี้ยแป้งระยะยาวคือไม่พาเพลี้ยเข้าแปลง ไม่ให้มดดูแลเพลี้ย และรักษาศัตรูธรรมชาติไว้ เมื่อทำครบทั้งสามข้อ เพลี้ยแป้งจะไม่ระบาดจนต้องพึ่งสารเคมีบ่อย
- ใช้ต้นพันธุ์ ท่อนพันธุ์ และหน่อพันธุ์จากแปลงที่ไม่มีเพลี้ยและไม่มีโรค
- ไม้ใหม่ทุกต้นให้แยกไว้ก่อนจนแน่ใจว่าสะอาด
- มันสำปะหลัง: ไถพรวนหลายครั้ง ตากดิน ปลูกต้นฤดูฝน หลีกเลี่ยงการปลูกซ้ำในแปลงที่เคยระบาด และปลูกพืชหมุนเวียน
- กำจัดวัชพืชรอบโคนต้นและพันผ้าชุบน้ำมันกันมดในไม้ผล
- หลีกเลี่ยงปุ๋ยไนโตรเจนเกินจำเป็น
- สำรวจทุกสัปดาห์ในช่วงแล้งและฝนทิ้งช่วง
- งดพ่นสารในช่วงที่พบหรือเพิ่งปล่อยแตนเบียน ด้วงเต่า และแมลงช้างปีกใส
📚 แหล่งอ้างอิง
- UC IPM: Pest Notes — Mealybugs (UC ANR Publication 74174)
- กรมวิชาการเกษตร: อนุกรมวิธานของเพลี้ยแป้งในมันสำปะหลัง (รายงานผลงานวิจัย 2556)
- กรมวิชาการเกษตร: ความสัมพันธ์ของปัจจัยสภาพแวดล้อมกับการระบาดของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง (2555)
- กรมวิชาการเกษตร: การทดสอบประสิทธิภาพสารฆ่าแมลงป้องกันกำจัดแมลงศัตรูสำคัญในมันสำปะหลัง
- กรมวิชาการเกษตร: ทดสอบประสิทธิภาพสารฆ่าแมลงประเภทพ่นทางใบป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งในมันสำปะหลัง (2555)
- กรมวิชาการเกษตร: ทดสอบประสิทธิภาพสารฆ่าแมลงป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งในมันสำปะหลังด้วยวิธีราดโคนต้น (2555)
- กรมวิชาการเกษตร: ทดสอบเทคโนโลยีการป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งในมันสำปะหลัง จังหวัดราชบุรี
- กรมวิชาการเกษตร: ศูนย์ต้นแบบการผลิตขยายแตนเบียนเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีชมพูเป็นปริมาณมาก (2555)
- กรมวิชาการเกษตร: ทดสอบผลของสารป้องกันกำจัดศัตรูมันสำปะหลังต่อแมลงศัตรูธรรมชาติ (2556)
- กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ข้อมูลกรมส่งเสริมการเกษตร): เตือนภัยเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง 1 ก.พ. 2566
- ThaiPR.net: กรมส่งเสริมการเกษตร แนะวิธีป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง (29 มี.ค. 2566)
- PHTnet / เดลินิวส์ (25 ม.ค. 2553): นักกีฏวิทยากรมวิชาการเกษตรกับการแช่ท่อนพันธุ์
- PHTnet / เดลินิวส์ (13 พ.ค. 2552): วิธีป้องกันและกำจัดเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง
- วารสารวิทยาศาสตร์เกษตร: พัฒนาการของระดับหงิกของมันสำปะหลัง 4 พันธุ์ จากการเข้าทำลายของเพลี้ยแป้งสีชมพู
- Wyckhuys et al. 2019, Biological control of an agricultural pest protects tropical forests (Communications Biology)
- ScienceDaily (CIAT/IITA), July 2010: Scientists mount a sting operation in Thailand
- EPPO Global Database: Phenacoccus manihoti — distribution Thailand
- PestInfo Wiki: Phenacoccus manihoti
- คณะทำงานพยากรณ์และเตือนภัยศัตรูพืช กรมวิชาการเกษตร: เตือนภัย 22 มี.ค.–4 เม.ย. 2566 (ทุเรียน เงาะ)
- Posttoday (3 เม.ย. 2563): กรมส่งเสริมการเกษตร เตือนเพลี้ยแป้งทุเรียน
- กรมวิชาการเกษตร: ศักยภาพของไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงในการควบคุมเพลี้ยแป้ง Planococcus minor (2561)
- กรมวิชาการเกษตร: ประสิทธิภาพของสารป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งและเพลี้ยหอยศัตรูเงาะ (2555)
- EPPO Global Database: Planococcus lilacinus — host plants
- กรมวิชาการเกษตร: การคัดเลือกสารป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้ง Ferrisia virgata ในฝรั่ง (2554)
- กรมวิชาการเกษตร: Efficacy of some insecticides for controlling striped mealybug (ฝรั่ง, 2555)
- UF/IFAS EDIS IN1164: Striped Mealybug, Ferrisia virgata
- UF/IFAS EDIS IN1106: Pineapple Mealybug, Dysmicoccus brevipes
- กรมวิชาการเกษตร: ชนิดของเพลี้ยแป้งที่เป็นพาหะของโรคเหี่ยวสับปะรด (2560–2562)
- กรมวิชาการเกษตร: วิจัยและพัฒนาการผลิตสับปะรดภูเก็ตในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน (2564)
- Thai Tapioca Development Institute (TTDI): Development of Anagyrus lopezi in Thailand
- กรมวิชาการเกษตร: ชีวประวัติและลักษณะอนุกรมวิธานของ Paracoccus marginatus ในประเทศไทย (2560)
- กรมวิชาการเกษตร: การคัดเลือกสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูสำคัญในไม้ประดับสกุล Plumeria เพื่อการส่งออก (2555)
- กรมวิชาการเกษตร: ศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยแป้ง Phenacoccus solenopsis (2561)
- กรมวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร: ข้อมูลเตือนภัยการเกษตร 13–26 พฤษภาคม 2569
- IRAC: Mode of Action Classification — structures poster
- Wikipedia: Insecticide Resistance Action Committee (ตาราง MoA)
- UC IPM: Citrus Pest Management Guidelines — Mealybugs
- UF/IFAS Gardening Solutions: Soaps, Detergents and Pest Management
- Iowa State University Extension: Can I use dish soap instead of insecticidal soap?
- Missouri Botanical Garden: Insect Pests of Cacti and Succulents
- Thai PBS: ราชกิจจาฯ เผยแพร่คำสั่งเรียกคืนพาราควอต-คลอร์ไพริฟอส (2563)
🌱 ปลูกต้นไม้อยู่แล้ว อยากมีรายได้เพิ่ม?
เปลี่ยนต้นไม้ที่คุณปลูกให้เป็นรายได้ เปิดร้านบน KASETIDEA Market ได้ง่ายๆ ไม่กี่นาที มีหน้าร้านออนไลน์ของตัวเอง ให้ลูกค้าทั่วประเทศหาคุณเจอ
❓ คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
เพลี้ยแป้งเกิดจากอะไร
เพลี้ยแป้งเป็นแมลงปากดูดวงศ์ Pseudococcidae ไม่ได้เกิดเองจากดินหรืออากาศ แต่ติดมากับต้นไม้หรือท่อนพันธุ์ที่มีเพลี้ย แล้วถูกมดคาบและลมพัดตัวอ่อนไปต้นอื่น ประชากรจะเพิ่มเร็วเมื่ออากาศร้อน แห้งแล้ง และฝนทิ้งช่วง
เพลี้ยแป้งใช้ยาอะไร
ในมันสำปะหลัง กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำสารกลุ่ม 4A เช่น ไทอะมีทอกแซม 25% WG หรืออิมิดาโคลพริด 70% WG อัตรา 4 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ส่วนทุเรียน กรมวิชาการเกษตรแนะนำไวท์ออยล์ 67% EC 20 มล. หรือคาร์บาริล 85% WP 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรพ่นเฉพาะต้นที่พบ ให้อ่านฉลาก สลับกลุ่มสาร และห้ามใช้คลอร์ไพริฟอสซึ่งถูกห้ามในไทยตั้งแต่ปี 2563
ผงซักฟอกกำจัดเพลี้ยแป้งได้ไหม
ไม่แนะนำ ไม่พบหน่วยงานไทยที่แนะนำผงซักฟอก และหน่วยงานส่งเสริมการเกษตรของมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ เตือนว่าผงซักฟอกและน้ำยาล้างจานลอกไขเคลือบใบ ทำให้ใบแห้งกรอบ ส่วนผลต่อแมลงไม่แน่นอน ถ้าต้องการใช้น้ำสบู่ ให้เลือกสบู่กำจัดแมลงที่ผลิตสำหรับพืชและใช้ตามฉลาก
วิธีกำจัดเพลี้ยแป้งแบบธรรมชาติทำอย่างไร
ตัดส่วนที่มีเพลี้ยไปทำลาย ฉีดน้ำแรงหรือแปรงออก และกำจัดวัชพืชโคนต้นที่เป็นที่อาศัยของมดและเพลี้ย ในไม้กระถางใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดตัวเพลี้ยและถุงไข่ และควรอนุรักษ์ด้วงเต่า แมลงช้างปีกใส และแตนเบียนที่กินเพลี้ยแป้ง
เพลี้ยแป้งมาพร้อมมดเพราะอะไร
เพลี้ยแป้งขับน้ำหวานซึ่งเป็นอาหารของมด มดจึงคอยปกป้องเพลี้ยจากศัตรูธรรมชาติและขนย้ายเพลี้ยไปต้นอื่น ถ้าไม่จัดการมด เพลี้ยแป้งจะกลับมาเร็วและการควบคุมด้วยแตนเบียนหรือด้วงเต่าจะได้ผลน้อยลง
🌱 พืชที่มักพบแมลงนี้
แมลงศัตรูพืชนี้มักพบในพืชดังต่อไปนี้
💥 ลักษณะการทำลาย
ลักษณะความเสียหายที่เกิดจากการทำลายของแมลง
ที่ยอด: ยอดอ่อนหงิกเป็นพุ่มหนาเป็นกระจุกคล้ายหัวกะหล่ำ (มันสำปะหลัง)
ที่ลำต้น: ลำต้นบิดเบี้ยว ข้อถี่ ยอดแห้ง ต้นเล็กอาจไม่ลงหัวและตาย
ที่ใบ: จุดเหลือง ใบหงิกย่น ใบร่วง และมีราดำขึ้นบนคราบน้ำหวาน
ที่ผล: กลุ่มปุยขาวที่ขั้วผล ใต้กลีบเลี้ยงและระหว่างหนาม ผลเล็กไม่โต ผลสกปรก (ทุเรียน เงาะ)
ที่ช่อดอก: ช่อดอกชะงักการเจริญเติบโต (ทุเรียน)
ที่ราก: คราบขาวคล้ายผงติดราก ต้นเหี่ยวและเสี่ยงรากเน่า (ไม้กระถาง แคคตัส)
ทั้งต้น: มีมดขึ้นลงเป็นแถว ต้นแคระแกร็น โตช้า
🛒 สินค้าแนะนำสำหรับกำจัดแมลง
⚡ ผลิตภัณฑ์คุณภาพที่แนะนำสำหรับการกำจัดและป้องกัน
🛒 สินค้ากำจัดแมลงที่แนะนำ
ผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ช่วยกำจัดและป้องกันแมลงศัตรูพืชนี้
📚 อ่านต่อ: โรคและแมลงที่เกี่ยวข้อง
📅 เผยแพร่ 8 พ.ย. 2026


