🐛
ชนิดแมลง
Scirtothrips dorsalis Hood, Thrips palmi Karny, Stenchaetothrips biformis (Bagnall), Scirtothrips oligochaetus Karny, Frankliniella williamsi Hood
🌱
พืชที่พบบ่อย
23 ชนิด
📡
การแพร่ระบาด
ลมพัดพา, ตัวเต็มวัยมีปีกย้ายแปลงได้, พืชอาศัยรอบแปลง, วัชพืชรอบแปลง
📅
อัปเดตล่าสุด
8 พ.ย. 2026
📌

สรุปสั้น (TL;DR)

อ่าน 30 วินาที
  • 1 เพลี้ยไฟ คือแมลงอันดับ Thysanoptera ตัวยาวราว 1–2 มม. ปีกแคบมีขนเป็นพู่ เขี่ยดูดน้ำเลี้ยงยอดอ่อน ดอก และผลอ่อน
  • 2 ชนิดสำคัญในไทย: เพลี้ยไฟพริก (*Scirtothrips dorsalis*) ลงพริก ทุเรียน มะม่วง มังคุด ส้ม, เพลี้ยไฟฝ้าย (*Thrips palmi*) ลงกล้วยไม้ ไม้ดอก แตง, เพลี้ยไฟข้าว ลงนาข้าวระยะกล้า
  • 3 อาการ: ยอดหงิก ขอบใบม้วนขึ้น รอยสีเงินมีจุดมูลดำ ดอกร่วง ผลบิดหรือกร้าน
  • 4 ระบาดหนักช่วง ร้อน แล้ง ฝนทิ้งช่วง ทุเรียนช่วง ธ.ค.–พ.ค. และเป็น พาหะไวรัส ในพริก แตง ถั่วลิสง
  • 5 เกณฑ์เริ่มพ่น: พริก เกิน 5 ตัว/ยอด ทุเรียน เกิน 1 ตัว/ยอด ช่อ หรือผล
  • 6 ไม่ใช้สาร: พ่นน้ำเพิ่มความชื้น ให้น้ำพอ ตัดยอดที่ถูกทำลาย กับดักกาวเหนียว นาข้าวอย่าให้ขาดน้ำ
  • 7 ไม่มียาที่ดีที่สุดตัวเดียว ต้อง สลับกลุ่ม IRAC ไม่ใช้สารชนิดเดียวพ่นซ้ำติดต่อกัน อ่านฉลากและเว้นระยะก่อนเก็บเกี่ยว

📋 ภาพรวมโรค

เพลี้ยไฟ (thrips) คือแมลงศัตรูพืชตัวเล็กมากในอันดับ Thysanoptera ส่วนใหญ่ยาวเพียง 1–2 มิลลิเมตร ลำตัวเรียวยาว ปีกแคบมีขนยาวเป็นพู่ ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยใช้ปากเขี่ยเนื้อเยื่อพืชแล้วดูดน้ำเลี้ยง ทำให้ยอดอ่อนหงิก ใบเป็นรอยสีเงิน ดอกร่วง และผลเป็นแผลกร้าน

📏
1–2 มม.
ขนาดตัวเต็มวัย
🔄
~15 วัน
ไข่ถึงตัวเต็มวัย (เพลี้ยไฟพริก)
☀️
ร้อน แล้ง
ช่วงระบาดหนัก
🦠
พาหะไวรัส
พริก แตง ถั่วลิสง

ในไทยเพลี้ยไฟเป็นศัตรูสำคัญของพริก ทุเรียน มะม่วง มังคุด ส้ม ข้าว กล้วยไม้ และไม้ดอกอย่างกุหลาบ ระบาดหนักช่วงอากาศร้อน แห้งแล้ง และฝนทิ้งช่วง บางชนิดยังเป็นพาหะนำโรคไวรัสในพริก แตง และถั่วลิสง บทความนี้รวมวิธีดูตัวเพลี้ยไฟ อาการในแต่ละพืช ช่วงระบาด วิธีสำรวจ วิธีกำจัดแบบธรรมชาติ และเพลี้ยไฟใช้ยาอะไรตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร พร้อมวิธีสลับกลุ่มสารไม่ให้ดื้อยา

🔍 ตัวเพลี้ยไฟ ลักษณะเพลี้ยไฟและตัวอ่อนเพลี้ยไฟ

ตัวเพลี้ยไฟยาวราว 1–2 มิลลิเมตร ลำตัวเรียวยาว สีเหลืองซีด เหลืองอมน้ำตาล ไปจนถึงน้ำตาลเข้มหรือดำแล้วแต่ชนิด ตัวเต็มวัยมีปีกแคบยาว 2 คู่ ขอบปีกมีขนยาวเป็นพู่ ส่วนตัวอ่อนเพลี้ยไฟรูปร่างคล้ายตัวเต็มวัยแต่สีซีดกว่าและไม่มีปีก

ชื่ออันดับ Thysanoptera มาจากลักษณะปีกที่มีขนเป็นพู่นี้เอง เพลี้ยไฟทั่วโลกมีขนาดตั้งแต่ 0.5–5 มิลลิเมตร แต่ชนิดที่ทำลายพืชส่วนใหญ่ยาว 1–2 มิลลิเมตร สีของตัวอย่างเดียวใช้แยกชนิดไม่ได้ ต้องดูลักษณะอื่นประกอบ เช่น จำนวนปล้องหนวด ชาวสวนกล้วยไม้บางแห่งเรียกเพลี้ยไฟว่า “ตัวกินสี” เพราะกินจนกลีบดอกซีด

เพลี้ยไฟหลายชนิดชอบงอปลายท้องขึ้นเมื่อถูกรบกวน และชอบหลบอยู่ในตาดอก ซอกใบ และใบที่ม้วน ทำให้เกษตรกรมักเห็นรอยทำลายก่อนเห็นตัว ถ้าอยากเห็นรูปเพลี้ยไฟจริง ๆ ให้เคาะยอดลงบนแผ่นรองแล้วใช้แว่นขยายส่อง จะเห็นตัวเป็นขีดเล็ก ๆ วิ่งเร็ว

ชนิด ขนาดตัวเต็มวัย สีและจุดสังเกต
เพลี้ยไฟพริก Scirtothrips dorsalis ตัวเมีย 1.05 มม. ตัวผู้ 0.71 มม. (เอกสารอื่นระบุราว 1–2 มม.) สีเหลืองซีดถึงเหลืองอมน้ำตาล มีแถบสีเทาดำที่ปล้องท้อง ปีกสีเข้ม ชอบรวมกลุ่มที่โคนดอกและขั้วผลอ่อน
เพลี้ยไฟฝ้าย Thrips palmi 0.8–1.0 มม. สีเหลืองซีดถึงขาว มีเส้นสีดำกลางหลัง หนวด 7 ปล้อง
เพลี้ยไฟข้าว Stenchaetothrips biformis ราว 1–2 มม. ตัวอ่อนสีเหลืองซีด หลบในใบข้าวที่ม้วน
ตัวอ่อนเพลี้ยไฟ (ทุกชนิด) เล็กกว่าตัวเต็มวัย เพลี้ยไฟพริกวัยแรก 0.29 มม. วัยสอง 0.59 มม. สีซีดกว่า ไม่มีปีก เคลื่อนไหวเร็ว
💡 วิธีดูให้รู้ว่าเป็นเพลี้ยไฟ
ส่องดูรอยทำลายบนใบ ถ้าเห็นปื้นซีดสีเงินที่มีจุดเล็ก ๆ สีดำ (มูลของเพลี้ยไฟ) กระจายอยู่ ให้สงสัยเพลี้ยไฟไว้ก่อน แต่ต้องหาตัวให้เจอด้วย เพราะมวนร่างแหก็ทิ้งจุดดำได้เหมือนกัน

🔄 วงจรชีวิตเพลี้ยไฟ

เพลี้ยไฟมี 5 ระยะ คือ ไข่ ตัวอ่อน 2 วัย ระยะก่อนเข้าดักแด้ ดักแด้ และตัวเต็มวัย เพลี้ยไฟพริกใช้เวลาจากไข่ถึงตัวเต็มวัยราว 15 วัน จึงเพิ่มจำนวนได้หลายรุ่นในหน้าแล้งรอบเดียว

ตัวเมียใช้อวัยวะวางไข่ฝังไข่ไว้ในเนื้อเยื่ออ่อนของใบ ยอด หรือดอก ตัวอ่อนวัยที่ 1 และ 2 เป็นระยะที่กินพืชมาก ส่วนระยะก่อนเข้าดักแด้และดักแด้ไม่กินอาหาร เพลี้ยไฟหลายชนิดทิ้งตัวลงไปเข้าดักแด้ในดินหรือเศษใบ เพลี้ยไฟฝ้ายทำโพรงดินเล็ก ๆ ส่วนเพลี้ยไฟพริกเข้าดักแด้ได้ทั้งบนใบ เศษใบ ซอกใบ ใบที่ม้วน และใต้กลีบเลี้ยงของดอกหรือผล

จุดที่ทำให้กำจัดยากคือ ไข่ที่อยู่ในเนื้อเยื่อและดักแด้ที่อยู่ในดินค่อนข้างรอดจากสารที่พ่นทางใบ หลังพ่นสารไปแล้วจึงยังมีรุ่นใหม่โผล่ขึ้นมาได้ เพลี้ยไฟฝ้ายตัวเมียที่ไม่ได้ผสมพันธุ์ก็วางไข่ได้ ส่วนเพลี้ยไฟพริกตัวเมียที่ไม่ได้ผสมวางไข่ได้ราว 30 ฟอง

วงจรชีวิตเพลี้ยไฟ ไข่ ตัวอ่อน 2 วัย ก่อนเข้าดักแด้ ดักแด้ และตัวเต็มวัย
ภาพที่ 1: วงจรชีวิตเพลี้ยไฟพริก ตัวเลขเป็นช่วงจากเอกสารของกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และ UF/IFAS
ระยะ เพลี้ยไฟพริก (ข้อมูลไทย) ข้อมูลต่างประเทศ
ไข่ 4–7 วัน (กรมส่งเสริมการเกษตร) หรือ 6–9 วัน (กรมวิชาการเกษตร เอกสารมังคุด) ฟัก 2–7 วัน (UF/IFAS)
ตัวอ่อน 2 วัย ราว 6–7 วัน 8–10 วัน (UF/IFAS)
ก่อนดักแด้ + ดักแด้ 2.9–4.1 วัน ดักแด้ 2.6–3.3 วัน (UF/IFAS)
ไข่ถึงตัวเต็มวัย ราว 15 วัน (กรมส่งเสริมการเกษตร) ตัวอ่อนวัยแรกถึงตัวเต็มวัย 11.0 วันบนพริก และ 13.3 วันบนสควอช ที่ 28 °C (UF/IFAS)
อายุตัวเต็มวัย / การวางไข่ ตัวเมียอยู่ราว 15 วัน วางไข่ราว 40 ฟองถ้าได้ผสมพันธุ์ และราว 30 ฟองถ้าไม่ได้ผสม (กรมส่งเสริมการเกษตร) เพลี้ยไฟฝ้ายตัวเมียอยู่ได้ 10–30 วัน เฉลี่ยราว 50 ฟอง

ตัวเลขจากแต่ละแหล่งต่างกันเล็กน้อยเพราะเลี้ยงบนพืชและอุณหภูมิต่างกัน อุณหภูมิมีผลมาก เพลี้ยไฟฝ้ายครบรุ่นราว 20 วันที่ 30 °C แต่ใช้ราว 80 วันที่ 15 °C นี่คือเหตุผลที่เพลี้ยไฟระบาดเร็วมากในหน้าร้อนของไทย

🐛 เพลี้ยไฟชนิดที่พบในไทยและพืชที่ทำลาย

เพลี้ยไฟที่สำคัญในไทยมีหลายชนิด ตัวที่พบกว้างที่สุดคือเพลี้ยไฟพริก Scirtothrips dorsalis ซึ่งทำลายทั้งพริกและไม้ผลหลายชนิด รองลงมาคือเพลี้ยไฟฝ้าย Thrips palmi ที่ทำลายกล้วยไม้ ไม้ดอก และพืชตระกูลแตง ทุกชนิดในตารางอยู่ในวงศ์ Thripidae

ชื่อไทย ชื่อวิทยาศาสตร์ พืชที่พบในเอกสารไทย
เพลี้ยไฟพริก Scirtothrips dorsalis Hood พริก ทุเรียน มะม่วง มังคุด ส้มเขียวหวาน ส้มโอ เงาะ อะโวคาโด ถั่วลิสง กรมส่งเสริมการเกษตรระบุพืชอาศัยเพิ่ม เช่น ลิ้นจี่ ลำไย หมาก มะละกอ พริกหวาน
เพลี้ยไฟฝ้าย Thrips palmi Karny กล้วยไม้ (สกุลหวาย แอสโค ช้าง) เบญจมาศ กุหลาบ เยอบีร่า มะลิ ดาวเรือง มะเขือเปราะ แตงกวา แตงโม เมลอน ฟักทอง มะระ บวบ ถั่วลิสง
เพลี้ยไฟมังคุด Scirtothrips oligochaetus Karny มังคุด พบร่วมกับเพลี้ยไฟพริก ซึ่งงานวิจัยของ ม.สงขลานครินทร์พบว่าเป็นชนิดหลักในมังคุดภาคใต้
เพลี้ยไฟข้าว Stenchaetothrips biformis (Bagnall) ข้าว
เพลี้ยไฟข้าวโพด Frankliniella williamsi Hood ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
เพลี้ยไฟชนิดอื่นในส้มโอ Thrips hawaiiensis, T. parvispinus, T. coloratus พบที่ดอกและยอดส้มโอ แต่ตัวที่ทำให้ผลเสียหายหลักคือเพลี้ยไฟพริก

ชื่อ “เพลี้ยไฟฝ้าย” เป็นชื่อไทยของ Thrips palmi ภาษาอังกฤษเรียก melon thrips ส่วนเพลี้ยไฟดอกไม้ตะวันตก (Frankliniella occidentalis) ที่พบบ่อยในเอกสารต่างประเทศ ยังไม่พบเอกสารของกรมวิชาการเกษตรที่ระบุว่าเป็นศัตรูในแปลงปลูกของไทย บทความนี้จึงไม่นับรวม

🍃 เพลี้ยไฟ ลักษณะการกินและอาการที่พบ

เพลี้ยไฟมีปากแบบเขี่ยดูด ใช้กรามที่มีเพียงข้างซ้ายข้างเดียวเขี่ยผิวเนื้อเยื่อพืชให้แตก แล้วดูดน้ำเลี้ยงที่ไหลออกมา เซลล์ที่ถูกกินจึงตายเป็นจุดซีด รวมกันเป็นปื้นสีเงินหรือสีน้ำตาล

เพลี้ยไฟชอบกินส่วนที่อ่อนที่สุด คือยอดอ่อน ใบอ่อนที่ยังไม่คลี่ ดอกตูม ดอก และผลอ่อน ระยะที่พืชแตกยอด ออกดอก และติดผลจึงเป็นช่วงที่เสียหายมากที่สุด

เพลี้ยไฟ อาการที่พบได้บ่อยในพืชแทบทุกชนิด มีดังนี้

  • ใบเป็นรอยขีดหรือปื้นสีเงิน ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหรือดำ มีจุดมูลสีดำเล็ก ๆ คล้ายเม็ดน้ำมันชักเงาบนรอย
  • ยอดและใบอ่อนหงิก บิดเบี้ยว ม้วน ใบเล็ก บางเหมือนกระดาษ และร่วงก่อนกำหนด
  • ดอกแห้ง ร่วง กลีบดอกด่างซีด สีไม่สม่ำเสมอ
  • ผลเป็นแผลกร้าน สีเงินถึงสีน้ำตาลคล้ายสะเก็ด หรือผลบิดงอ
  • ระบาดรุนแรง ต้นแคระแกร็น ยอดแห้ง และอาจตายได้ในพืชที่ขาดน้ำ

อาการเหล่านี้คล้ายกับรอยทำลายของไรและศัตรูพืชปากดูดอื่นได้ จุดต่างคือรอยของเพลี้ยไฟเป็นปื้นขาวหรือเงินที่มีจุดมูลสีดำ ส่วนเพลี้ยอ่อนจะขับน้ำหวานจนเกิดราดำ และทิ้งคราบลอกตัวไว้ อ่านการเปรียบเทียบแบบละเอียดได้ในหัวข้อเพลี้ยไฟกับไรแดงด้านล่าง

🌶️ เพลี้ยไฟพริก อาการและการดูแลแปลงพริก

เพลี้ยไฟในพริกคือเพลี้ยไฟพริก Scirtothrips dorsalis อาการที่เห็นชัดคือยอดและใบอ่อนหงิก ขอบใบม้วนขึ้นด้านบนทั้งสองข้าง ถ้าเข้าทำลายช่วงออกดอก ดอกจะร่วงและไม่ติดผล

กรมส่งเสริมการเกษตรอธิบายว่าพริกที่ถูกทำลายจะมีรอยกร้านสีน้ำตาล ผลบิดงอ และถ้าระบาดรุนแรงต้นพริกอาจตาย ในช่วงแล้งความเสียหายอาจสูงกว่า 80% เอกสารของ UF/IFAS เรียกอาการใบม้วนขึ้นในพริกที่ถูกเพลี้ยไฟลงหนักว่า chilli leaf curl ผลพริกมีรอยแผลสีเทาดำ มักเป็นวงที่ปลายผล และร่วงก่อนกำหนด

ในพริกต้องระวังสับสนกับไรขาวพริก ซึ่งหลบอยู่ที่ยอดและซอกใบเหมือนกัน แปลงทดลองพริกของกรมวิชาการเกษตรต้องใช้สารกำจัดไรแยกต่างหาก แสดงว่าเป็นศัตรูคนละกลุ่มที่ใช้สารคนละตัว นอกจากนี้เพลี้ยไฟพริกยังเป็นพาหะนำโรคใบด่างจุดวงแหวนเนื้อเยื่อตายของพริก

ชนิดที่ทำลาย เพลี้ยไฟพริก Scirtothrips dorsalis Hood
อาการเด่น ยอดและใบอ่อนหงิก ขอบใบม้วนขึ้น ดอกร่วง ผลบิดงอ มีรอยกร้านสีน้ำตาล
ช่วงระบาด อากาศร้อน แห้งแล้ง ฝนทิ้งช่วง ความชื้นต่ำ แดดจัด ลมช่วยพาไปแปลงอื่น พริกที่ขาดน้ำระบาดเร็วขึ้น
วิธีสำรวจ เคาะยอดลงบนแผ่นพลาสติกสีดำ 100 ยอดต่อไร่ ทุกสัปดาห์
เกณฑ์เริ่มใช้สาร เฉลี่ยมากกว่า 5 ตัวต่อยอด
ไม่ใช้สาร เริ่มพบให้พ่นน้ำเพิ่มความชื้นทันที ตัดยอดที่ถูกทำลายไปเผาเมื่อพบน้อย อย่าปล่อยให้ต้นขาดน้ำ

ถ้าพริกโทรมหนักในหน้าแล้ง กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้รักษาความชื้นด้วยการให้น้ำ และให้ปุ๋ยทางใบเพื่อช่วยให้ต้นฟื้นตัว คำนวณปริมาณปุ๋ยให้พอดีกับพื้นที่ได้ด้วย เครื่องคำนวณปุ๋ย ของเกษตรไอเดีย และอย่าใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไป เพราะ UC IPM ระบุว่าไนโตรเจนที่มากเกินทำให้เพลี้ยไฟเพิ่มขึ้น

🌳 เพลี้ยไฟทุเรียน อาการเพลี้ยไฟในทุเรียน

ใบอ่อนทุเรียนที่โดนเพลี้ยไฟ ใบหงิกงอ โค้ง และขอบใบแห้งไหม้
ใบอ่อนทุเรียนหงิกงอ โค้ง และขอบใบไหม้ จากเพลี้ยไฟช่วงแล้ง

เพลี้ยไฟในทุเรียนเป็นชนิดเดียวกับเพลี้ยไฟพริก ระบาดหนักช่วงแล้งเดือนธันวาคมถึงพฤษภาคม ซึ่งตรงกับช่วงที่ทุเรียนออกดอกและติดผลพอดี แดดจัด ลมแรง อากาศแห้ง และฝนทิ้งช่วงยิ่งทำให้ระบาดเร็ว

ใบทุเรียนโดนเพลี้ยไฟจะสังเกตได้จากใบอ่อนและยอดที่หยุดเจริญ แคระแกร็น ใบโค้ง แห้ง หงิกงอ และขอบใบไหม้ ถ้าเข้าทำลายดอก ดอกจะแห้ง ดอกและก้านเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแล้วร่วง ส่วนผลอ่อนจะมีแผลที่หนาม ปลายหนามแห้ง ผลบิดเบี้ยวและแคระแกร็น

ส่วนของทุเรียน อาการเพลี้ยไฟในทุเรียน สิ่งที่ควรทำ
ใบอ่อน / ยอด ยอดหยุดเจริญ ใบโค้ง แห้ง หงิกงอ ขอบใบไหม้ ถ้าพบน้อย ตัดยอดที่ถูกทำลายไปทำลายนอกสวน
ดอก ดอกแห้ง ดอกและก้านดอกเป็นสีน้ำตาล ร่วง สำรวจช่อดอกสม่ำเสมอช่วงออกดอก
ผลอ่อน หนามเป็นแผล ปลายหนามแห้ง ผลบิดเบี้ยว แคระแกร็น ป้องกันตั้งแต่ช่วงดอกถึงติดผล

เกณฑ์ของกรมวิชาการเกษตรคือ ถ้าพบเพลี้ยไฟเฉลี่ยมากกว่า 1 ตัวต่อยอด ต่อช่อดอก หรือต่อผล (รายงานสถานการณ์ศัตรูพืชบางฉบับใช้เกณฑ์ 1 ตัวต่อ 4 ดอก หรือ 1 ตัวต่อยอด) ให้พ่นสารที่แนะนำ เช่น อิมิดาโคลพริด (imidacloprid) 10% SL หรือฟิโพรนิล (fipronil) 5% SC อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตรย้ำว่าไม่ควรใช้สารชนิดเดียวพ่นซ้ำ อาการใบทุเรียนผิดปกติไม่ได้มาจากเพลี้ยไฟเสมอไป ถ้าใบซีดทั้งต้นร่วมกับโคนต้นเป็นแผล ให้ตรวจเรื่องโรครากเน่าโคนเน่าด้วย

🌾 เพลี้ยไฟในนาข้าว อาการข้าวโดนเพลี้ยไฟ

เพลี้ยไฟข้าวคือ Stenchaetothrips biformis ระบาดในระยะกล้าหรือราว 2–3 สัปดาห์หลังปักดำ ในช่วงอากาศร้อนแห้ง ฝนทิ้งช่วงนาน และนาที่ขาดน้ำ

อาการข้าวโดนเพลี้ยไฟคือปลายใบเหี่ยว ขอบใบม้วนเข้าหาเส้นกลางใบ ตัวเพลี้ยไฟจะหลบอยู่ในใบที่ม้วนและซอกใบ ถ้าระบาดรุนแรงข้าวอาจตายทั้งแปลง เอกสารจากอินเดีย (TNAU) อธิบายเพิ่มว่าใบกล้าจะมีรอยขีดสีเหลืองหรือสีเงิน ใบม้วนจากปลายและแห้งจากปลายลงมาโคน

ช่วงเสี่ยง ระยะกล้า หรือ 2–3 สัปดาห์หลังปักดำ ช่วงแล้ง ฝนทิ้งช่วง นาขาดน้ำ
เกณฑ์เริ่มพ่นสาร ข้าวอายุ 10–15 วันหลังหว่าน พบใบข้าวม้วนมากกว่า 50% (กรมส่งเสริมการเกษตร)
ไม่ใช้สาร รักษาระดับน้ำ อย่าให้นาขาดน้ำ โดยเฉพาะแปลงกล้าหรือนาหว่านช่วง 7 วันแรก
ยาฆ่าเพลี้ยไฟในนาข้าว มาลาไทออน (malathion) 83% EC กลุ่ม 1B อัตรา 20 มล. หรือคาร์บาริล (carbaryl) 85% WP กลุ่ม 1A อัตรา 20 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ตามคำแนะนำของกรมส่งเสริมการเกษตร

งานวิจัยของ มช. (อรัญมิตร และคณะ 2567) ใช้ระดับเศรษฐกิจตัวเต็มวัย 1–3 ตัวต่อต้นในระยะกล้า หรือใบม้วนเกิน 20% (ข้าวอายุไม่เกิน 30 วัน) เป็นเกณฑ์เลือกแปลงทดลอง และแนะนำการพ่นคาร์บาริลและไดโนทีฟูแรน (dinotefuran, กลุ่ม 4A) ด้วยโดรน แต่อัตราสำหรับโดรนเป็นอัตราในงานวิจัย ให้ยึดฉลากและคำแนะนำของหน่วยงานเป็นหลัก มาลาไทออนกับคาร์บาริลออกฤทธิ์ที่จุดเดียวกัน (ยับยั้งเอนไซม์อะเซทิลโคลีนเอสเทอเรส) จึงไม่ควรใช้สลับกันเอง ควรสลับกับสารกลุ่มอื่น

🌹 เพลี้ยไฟกุหลาบ กล้วยไม้ และไม้ดอก

เพลี้ยไฟในไม้ดอกส่วนใหญ่คือเพลี้ยไฟฝ้าย Thrips palmi ซึ่งทำลายกล้วยไม้ (โดยเฉพาะสกุลหวาย แอสโค และช้าง) เบญจมาศ กุหลาบ เยอบีร่า มะลิ และดาวเรือง ระบาดหนักช่วงร้อนแห้งเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม แต่เกิดในช่วงอื่นได้ด้วย

ตัวอ่อนจะเข้าไปกินในซอกกลีบดอกและดอกตูม ดอกตูมแห้งเหี่ยว ดอกที่บานมีอาการด่างตามขอบกลีบ การดูดกินทำให้สีของกลีบดอกหายไปเป็นตำหนิ ถ้าประชากรหนาแน่นจะเข้าทำลายช่อดอกอ่อนด้วย สำหรับเพลี้ยไฟกุหลาบ ให้ดูที่ดอกตูมและกลีบดอก ถ้ากลีบมีรอยด่างสีผิดเพี้ยนหรือดอกตูมแห้งไม่บาน ให้เคาะดอกดูตัว

ช่วงระบาด ร้อนแห้ง มีนาคม–พฤษภาคม
การสำรวจกล้วยไม้ ใช้กับดักกาวเหนียวสีเหลืองเพื่อตรวจพบก่อนและพยากรณ์การระบาด
การจัดการรอบแปลง กำจัดเพลี้ยไฟบนพืชอาศัยที่ขึ้นรอบแปลงกล้วยไม้ด้วย เพราะเป็นแหล่งที่มาของเพลี้ยไฟ
เวลาพ่นสาร ช่วงเช้า 08:00–10:00 น. (คำแนะนำในการเตือนภัยกล้วยไม้)
สารในประกาศเตือนภัยกล้วยไม้ คาร์โบซัลแฟน 30–50 มล. โพรฟีโนฟอส 20–30 มล. หรือเบนฟูราคาร์บ 50 มล. ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นสลับกันทุก 14 วัน (ประกาศไม่ระบุความเข้มข้นของสูตร ให้ตรวจกับฉลาก)
งานทดลองของกรมวิชาการเกษตร 2562 (กล้วยไม้สกุลหวาย) สไปนีโทแรมได้ผลสูงสุด คลอร์ฟีนาเพอร์และฟิโพรนิลได้ผลดี ส่วนอีมาเมกตินเบนโซเอตได้ผลปานกลาง ราว 70–80% นานราว 5 วัน

คาร์โบซัลแฟนและเบนฟูราคาร์บอยู่กลุ่ม 1A ส่วนโพรฟีโนฟอสอยู่กลุ่ม 1B ทั้งสามออกฤทธิ์ที่จุดเดียวกัน การสลับกันเองระหว่างสามชนิดนี้จึงไม่ใช่การสลับกลุ่มจริง ควรสลับกับสารกลุ่มอื่นด้วย

⚠️ เพลี้ยไฟฝ้ายดื้อสไปนีโทแรมในบางพื้นที่
งานวิจัยของกรมวิชาการเกษตรปี 2561 พบเพลี้ยไฟฝ้ายในกล้วยไม้สกุลหวายที่อำเภอพุทธมณฑลและสามพราน จ.นครปฐม ดื้อสไปนีโทแรมสูงมาก (สูงกว่าประชากรที่อ่อนแอกว่าหลายพันถึงกว่า 20,000 เท่า) และแนะนำให้หยุดใช้สไปนีโทแรมในพื้นที่นั้นชั่วคราว ใช้สารกลุ่มอื่นแทน งานเดียวกันยังไม่แนะนำไซแอนทรานิลิโพรลสำหรับเพลี้ยไฟฝ้ายในกล้วยไม้ เพราะฆ่าได้ต่ำ

ยังไม่พบคำแนะนำสารเฉพาะสำหรับกุหลาบจากหน่วยงานไทย ถ้าจะใช้สารกับกุหลาบหรือไม้ดอกชนิดอื่น ต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่ฉลากระบุว่าใช้กับพืชนั้นได้ ถ้าพืชไม่อยู่บนฉลากก็ไม่ควรใช้

🥭 เพลี้ยไฟในมะม่วง มังคุด ส้ม และพืชผัก

นอกจากพริก ทุเรียน และข้าวแล้ว เพลี้ยไฟยังทำลายไม้ผลส่งออกและพืชผักอีกหลายชนิด ช่วงที่ต้องเฝ้าระวังเหมือนกันคือช่วงแตกใบอ่อน ออกดอก และผลอ่อน ตารางนี้สรุปอาการตามเอกสารของกรมวิชาการเกษตร

พืช อาการที่พบ ช่วงที่ต้องระวัง / เกณฑ์
มะม่วง ช่อดอกหงิก ดอกร่วง ติดผลน้อย ผลมีรอยวงแหวนสีเทาเงินถึงเกือบดำใกล้ขั้ว หรือผลบิด ยอดอ่อนแคระ ขอบใบไหม้ แทงช่อดอกถึงผลขนาด 0.5–1 ซม.
มังคุด ดอกและผลอ่อนร่วง ผลที่เหลือผิวขรุขระเป็น “ขี้กลาก” ยอดแคระ หงิกงอ ใบไหม้ ออกดอกถึงติดผล พบมากพฤศจิกายน–มีนาคม (เอกสารการจัดการศัตรูมังคุดเพื่อการส่งออก กรมวิชาการเกษตร)
ส้ม / ส้มโอ ใบแคบ เล็ก แข็ง บิดม้วน ผลอ่อนมีวงสีเทาเงินที่ขั้วหรือเป็นทางสีเงิน ผลส้มโอที่มีรอยถูกคัดออกในการส่งออก (เอกสารแมลงศัตรูส้มโอ กรมวิชาการเกษตร) กลีบดอกร่วงถึงผลขนาดราว 1.5 ซม. (เอกสารเพลี้ยไฟพริกในส้ม กรมวิชาการเกษตร)
เงาะ ขนผลเป็นสะเก็ดสีน้ำตาลแห้ง ปลายขนม้วนงอและแห้ง ผลอ่อนอาจร่วง ช่วงออกดอก ติดผล อากาศร้อนชื้นและแล้ง
อะโวคาโด ช่อดอกสั้น ดอกแห้งร่วง ผลอ่อนเป็นรอยสีน้ำตาล ช่วงออกดอก
แตงโม แตงกวา ฟักทอง ใบเป็นแผลสีน้ำตาลและแห้ง ยอด ดอก ตาดอกไม่เจริญ แตงโมยอดตั้ง เดือนแรกก่อนเลื้อย
มะเขือเทศ / มะเขือเปราะ ผลมะเขือเทศเป็นรอยแผล คุณภาพและราคาลดลง ช่วงติดผล
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพลี้ยไฟข้าวโพด Frankliniella williamsi เป็นศัตรูที่กรมวิชาการเกษตรทดสอบสารป้องกัน ไม่พบข้อมูลช่วงเวลาในเอกสารที่ใช้
ถั่วลิสง ใบหงิกงอ บิดเบี้ยว มีรอยขีดข่วน มีทางสีสนิมตามเส้นใบด้านล่าง รุนแรงยอดไหม้ตาย พ่นเมื่อใบถูกทำลายเฉลี่ย 30–40% (เตือนภัยกรมวิชาการเกษตร เม.ย. 2568)

ใครปลูกมะเขือเทศในกระถางหรือแปลงผักหลังบ้าน ให้ดูผิวผลอ่อนและยอด ถ้าเห็นรอยสีเงินหรือแผลกร้านให้เคาะยอดตรวจตัว งานทดลองของกรมวิชาการเกษตรในมะเขือเทศเริ่มพ่นเมื่อพบ 3–5 ตัวต่อยอด และพบว่าสารทั้ง 6 ชนิดที่ทดสอบให้ผลไม่ต่างกันทางสถิติ

🦠 เพลี้ยไฟเป็นพาหะนำโรคไวรัส

เพลี้ยไฟบางชนิดเป็นพาหะนำโรคไวรัส ซึ่งร้ายแรงกว่ารอยกินเสียอีก เพราะโรคไวรัสในพืชรักษาไม่ได้ ทำได้เพียงควบคุมเพลี้ยไฟและวัชพืชรอบแปลงเพื่อชะลอการแพร่ระบาด

โรค / ไวรัส พาหะ พืช
โรคใบด่างจุดวงแหวนเนื้อเยื่อตาย (Tomato necrotic ringspot virus) กรมวิชาการเกษตรระบุเพลี้ยไฟพริก ส่วน EPPO ระบุเพลี้ยไฟฝ้าย พริก
โรคใบด่างซีดพริก (Capsicum chlorosis virus) เพลี้ยไฟพริก และเพลี้ยไฟฝ้าย พริก
โรคใบจุดเหลือง (Peanut yellow spot virus) เพลี้ยไฟพริก ถั่วลิสง
โรคยอดไหม้ (Peanut bud necrosis virus) เพลี้ยไฟฝ้าย ถั่วลิสง
Watermelon silver mottle virus, Melon yellow spot virus เพลี้ยไฟพริก และเพลี้ยไฟฝ้าย แตงโม เมลอน และพืชตระกูลแตง

เรื่องโรคใบด่างจุดวงแหวนในพริก เอกสารไทยกับฐานข้อมูล EPPO ระบุชนิดพาหะไม่ตรงกัน ในทางปฏิบัติจึงควรคุมเพลี้ยไฟทุกชนิดในแปลงพริก งานศึกษาไวรัส TSWV ในแคลิฟอร์เนียพบว่าตัวอ่อนเพลี้ยไฟเป็นระยะที่รับเชื้อ แล้วตัวเต็มวัยแพร่เชื้อได้ตลอดชีวิต แต่ไม่ถ่ายทอดเชื้อผ่านไข่ การคุมเพลี้ยไฟตั้งแต่ระยะกล้าจึงช่วยลดโรคไวรัสได้

📅 เพลี้ยไฟระบาดช่วงไหน

เพลี้ยไฟระบาดหนักช่วงอากาศร้อน แห้งแล้ง ความชื้นต่ำ แดดจัด และฝนทิ้งช่วง ในไทยจึงเป็นช่วงหน้าแล้งถึงต้นฤดูฝน ลมช่วยพาเพลี้ยไฟไปแปลงข้างเคียง และพืชที่ขาดน้ำจะระบาดเร็วกว่าพืชที่ได้น้ำพอ

พืช ช่วงระบาด
พริก อากาศร้อนแห้ง ฝนทิ้งช่วง แดดจัด
ทุเรียน ธันวาคม–พฤษภาคม ช่วงออกดอกและติดผล
มังคุด พบมากพฤศจิกายน–มีนาคม และลดลงมากในฤดูฝน พฤษภาคม–ตุลาคม (เอกสารมังคุดเพื่อการส่งออก กรมวิชาการเกษตร)
ส้ม ส้มโอ พบได้ทั้งปี ระบาดตามช่วงแตกใบอ่อนและติดผล รุนแรงเมื่อร้อนและแล้งนาน
กล้วยไม้ ไม้ดอก มีนาคม–พฤษภาคม ร้อนแห้ง
แตงโม พืชตระกูลแตง หน้าร้อนหรือช่วงแล้งที่ฝนน้อย
ข้าว ระยะกล้าหรือ 2–3 สัปดาห์หลังปักดำ ช่วงแล้ง นาขาดน้ำ

ฝนตกหนักช่วยลดจำนวนเพลี้ยไฟได้ ในแปลงทดลองมะเขือเทศและมะเขือเปราะของกรมวิชาการเกษตร เมื่อฝนตกช่วงทดลอง ประชากรเพลี้ยไฟลดลงอย่างมาก

📋 วิธีสำรวจเพลี้ยไฟ และเกณฑ์ที่ต้องเริ่มกำจัด

มือเคาะยอดพริกเหนือแผ่นพลาสติกสีดำ เห็นตัวเพลี้ยไฟสีเหลืองซีดบนแผ่น
เคาะยอดพริกลงบนแผ่นพลาสติกสีดำแล้วนับตัวเพลี้ยไฟ ตามวิธีสำรวจของกรมวิชาการเกษตร

วิธีสำรวจเพลี้ยไฟที่ง่ายที่สุดคือเคาะยอดอ่อนหรือช่อดอกลงบนแผ่นรองสีตัดกับตัวแมลง แล้วนับจำนวน กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้เคาะยอดพริกและแตงโม 100 ยอดต่อไร่ทุกสัปดาห์บนแผ่นพลาสติกสีดำ ส่วนช่อดอกเงาะให้เคาะบนกระดาษแข็งสีขาว

อีกวิธีคือแขวนกับดักกาวเหนียวเพื่อจับตัวเต็มวัย สีเหลืองใช้ได้ทั่วไปและกรมวิชาการเกษตรแนะนำในกล้วยไม้ ส่วน UF/IFAS พบว่าสีน้ำเงินและสีขาวดึงดูดเพลี้ยไฟฝ้ายได้ดี ในมังคุดให้นับช่วง 09:00–11:00 น. ที่ทรงพุ่มด้านบนทางทิศใต้ ตะวันออก และตะวันตก ข้อควรรู้คือการพบเพลี้ยไฟไม่ได้แปลว่าจะเกิดความเสียหายเสมอไป จึงต้องเทียบกับเกณฑ์

พืช เกณฑ์ที่ควรเริ่มป้องกันกำจัด
พริก เฉลี่ยมากกว่า 5 ตัวต่อยอด
แตงโม พืชตระกูลแตง มากกว่า 5 ตัวต่อยอด
ทุเรียน เฉลี่ยมากกว่า 1 ตัวต่อยอด ช่อดอก หรือผล (บางประกาศใช้ 1 ตัวต่อ 4 ดอก หรือ 1 ตัวต่อยอด)
มังคุด ช่วงออกดอก มากกว่า 1 ตัวต่อดอก (พ่นครั้งแรก 1 สัปดาห์ก่อนดอกบาน) (เตือนภัยกรมวิชาการเกษตร พ.ค. 2567) นอกช่วงดอก มากกว่า 1 ตัวต่อยอด (เอกสารมังคุดเพื่อการส่งออก)
ส้ม ยอดที่สุ่มถูกทำลายเกิน 50% หรือผลถูกทำลายเกิน 10% (เอกสารเพลี้ยไฟพริกในส้ม กรมวิชาการเกษตร)
มะม่วง มากกว่า 10 ตัวต่อช่อดอก (รายงานงานวิจัยกรมวิชาการเกษตร 2555 ไม่ใช่ประกาศเตือนภัย)
เงาะ 2–3 ตัวต่อช่อดอก (เตือนภัยกรมวิชาการเกษตร เม.ย. 2568)
ข้าว ข้าวอายุ 10–15 วันหลังหว่าน พบใบม้วนมากกว่า 50% (กรมส่งเสริมการเกษตร)
💡 ทำแผ่นเคาะใช้เอง
ใช้แผ่นพลาสติกสีดำหรือกระดาษแข็งสีขาวเป็นแผ่นรอง จับยอดอ่อนให้อยู่เหนือแผ่นแล้วเคาะ เพลี้ยไฟจะร่วงลงมาเป็นขีดเล็ก ๆ ที่วิ่งไปมา จดจำนวนทุกสัปดาห์จะเห็นว่าเริ่มเพิ่มขึ้นเมื่อไร

🧭 วิธีกำจัดเพลี้ยไฟให้ได้ผล 5 ขั้นตอน

วิธีกำจัดเพลี้ยไฟที่ได้ผลคือใช้หลายวิธีร่วมกัน เริ่มจากสำรวจ เทียบเกณฑ์ ใช้วิธีไม่ใช้สารก่อน แล้วจึงใช้สารเคมีเมื่อเกินเกณฑ์ โดยสลับกลุ่มสารทุกครั้ง การพบเพลี้ยไฟไม่ได้แปลว่าจะเกิดความเสียหายเสมอไป จึงควรใช้สารเมื่อเกินเกณฑ์เท่านั้น

ขั้นตอนกำจัดเพลี้ยไฟแบบผสมผสาน 5 ขั้นตอน
ภาพที่ 2: ขั้นตอนกำจัดเพลี้ยไฟแบบผสมผสาน เกณฑ์ตัวเลขตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร

เหตุที่ต้องสำรวจซ้ำหลังพ่นคือ ไข่ในเนื้อเยื่อและดักแด้ในดินมักรอดจากสาร แล้วเจริญเป็นรุ่นใหม่ตามมา คำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรในพืชตระกูลแตงให้สลับกลุ่มสารตามกลไกการออกฤทธิ์ทุกรอบ 14 วัน โดยภายในแต่ละรอบ 14 วัน พ่นสารกลุ่มเดียวกันไม่เกิน 3 ครั้ง แล้วจึงเปลี่ยนกลุ่ม

🌿 วิธีกำจัดเพลี้ยไฟแบบธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมี

แผ่นกับดักกาวเหนียวสีเหลืองปักอยู่ในแปลงพริก
กับดักกาวเหนียวสีเหลืองช่วยบอกว่าเพลี้ยไฟเริ่มเข้าแปลงแล้ว

วิธีกำจัดเพลี้ยไฟแบบธรรมชาติที่หน่วยงานไทยแนะนำ คือพ่นน้ำเพิ่มความชื้นทันทีที่เริ่มพบ ไม่ปล่อยให้พืชขาดน้ำ และตัดยอดที่ถูกทำลายไปทำลายทิ้ง วิธีเหล่านี้ได้ผลดีเมื่อเพลี้ยไฟยังน้อย ถ้าเกินเกณฑ์แล้วมักต้องใช้สารร่วมด้วย

วิธีเขตกรรมและการจัดการแปลง

  • พ่นน้ำเพิ่มความชื้น เพลี้ยไฟชอบอากาศแห้ง กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำให้พ่นน้ำทันทีที่เริ่มพบในพริก ในสวนเล็ก ๆ การฉีดน้ำแรงยังช่วยไล่ตัวออกจากต้นได้
  • ตัดยอดที่ถูกทำลาย ในพริก ทุเรียน และมะม่วง ถ้าพบน้อยให้ตัดส่วนที่ถูกทำลายไปเผาหรือทำลายนอกสวน เพราะเพลี้ยไฟรวมกลุ่มอยู่ที่ยอด
  • ให้น้ำพอและไม่ใส่ไนโตรเจนมากเกิน ปุ๋ยไนโตรเจนมากทำให้เพลี้ยไฟเพิ่มขึ้น และควรเลี่ยงการตัดแต่งแบบเล็มทั้งพุ่ม เพราะกระตุ้นให้แตกยอดอ่อนซึ่งเป็นอาหารของเพลี้ยไฟ
  • ทำให้ต้นแตกยอดพร้อมกัน ในส้มและส้มโอ การจัดให้แตกใบอ่อน ออกดอก และติดผลพร้อมกัน ทำให้ดูแลได้เป็นช่วงและพ่นสารได้ตรงเวลา
  • นาข้าว รักษาระดับน้ำ อย่าให้นาขาดน้ำ
  • วัสดุคลุมดินสะท้อนแสงและตาข่ายกันแมลง เอกสารของ UC IPM และ UF/IFAS แนะนำวัสดุคลุมสะท้อนแสงและผ้าคลุมแปลงตาข่ายถี่ในแปลงผัก
  • กับดักกาวเหนียว สีเหลืองหรือสีน้ำเงิน ใช้ตรวจจับตัวเต็มวัย บอกว่าเพลี้ยไฟเริ่มเข้าแปลงแล้ว และช่วยพยากรณ์การระบาด

ชีวภัณฑ์และสารที่สลายตัวเร็ว

งานของ BIOTEC สวทช. ปี 2565 พบว่าเชื้อราบิวเวอเรีย (Beauveria bassiana) บางสายพันธุ์และเชื้อรา Purpureocillium lilacinum ฆ่าเพลี้ยไฟพริกในห้องปฏิบัติการได้ราว 92% ในโรงเรือน P. lilacinum ควบคุมได้ถึง 80% ส่วนในแปลงจริงควบคุมได้ราว 14–30% ซึ่งไม่ต่างทางสถิติจากแปลงที่ใช้สารเคมี และผลผลิตไม่ต่างกัน งานวิจัยเชื้อราไทยอีกชิ้นพบว่าบิวเวอเรียและเมตาไรเซียมฆ่าตัวอ่อนได้ดีกว่าตัวเต็มวัย และได้ผลดีขึ้นที่ 25–30 °C ความชื้นสูง แต่ UF/IFAS รายงานว่าบิวเวอเรียอย่างเดียวไม่ได้ผลกับเพลี้ยไฟพริก ผลของเชื้อราจึงยังไม่แน่นอน ควรใช้เสริม ไม่ใช่ใช้แทนทุกวิธี ยังไม่พบอัตราใช้เชื้อราเหล่านี้กับเพลี้ยไฟจากกรมวิชาการเกษตร

สารที่สลายตัวเร็วซึ่ง UC IPM ระบุว่าใช้กับเพลี้ยไฟได้ ได้แก่ สารสกัดสะเดา (azadirachtin) น้ำมันสะเดา สบู่กำจัดแมลง น้ำมันปิโตรเลียมชนิดกลั่นบาง และไพรีทริน สารเหล่านี้ฆ่าเฉพาะตัวที่ถูกสารโดยตรง ต้องพ่นให้ทั่วยอดและซอกใบ งานทดลองในมะม่วงของกรมวิชาการเกษตรพบว่าน้ำมันปิโตรเลียมลดเพลี้ยไฟได้เมื่อเทียบกับไม่พ่น แต่ได้ผลน้อยกว่าสารฆ่าแมลง สปินโนแซด (spinosad) ใช้ในระบบเกษตรอินทรีย์ของสหรัฐฯ ได้ แต่ยังเป็นสารฆ่าแมลง ต้องอ่านฉลากเหมือนสารอื่น

⚠️ สูตรน้ำยาทำเอง
ยังไม่พบเอกสารของหน่วยงานราชการหรือมหาวิทยาลัยที่ยืนยันสูตรน้ำยาล้างจาน น้ำส้มสายชู หรือน้ำพริกกระเทียมสำหรับกำจัดเพลี้ยไฟ บทความนี้จึงไม่แนะนำสูตรเหล่านั้น สบู่กำจัดแมลงที่เอกสารต่างประเทศพูดถึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำมาสำหรับพืช ไม่ใช่น้ำยาล้างจานทั่วไป

😨 เพลี้ยไฟ กลัวอะไร

ไม่มีเอกสารวิชาการใดใช้คำว่า “กลัว” ตรง ๆ แต่สิ่งที่ลดจำนวนเพลี้ยไฟได้ชัดคือความชื้นและน้ำ ทั้งการพ่นน้ำ การให้น้ำพอ และฝนตกหนัก รองลงมาคือศัตรูธรรมชาติและวัสดุคลุมดินสะท้อนแสง

  • ความชื้นและการพ่นน้ำ เพลี้ยไฟระบาดในอากาศแห้ง การพ่นน้ำเพิ่มความชื้นเป็นคำแนะนำแรกของกรมส่งเสริมการเกษตรในพริก
  • ฝนตกหนัก ทำให้ประชากรลดลง ในมังคุดเพลี้ยไฟลดลงมากในฤดูฝน
  • น้ำฉีดแรง ช่วยไล่ตัวออกจากต้นในสวนขนาดเล็ก
  • ศัตรูธรรมชาติ เช่น แมงมุม แมลงช้างปีกใส มวนตัวห้ำ และไรตัวห้ำ
  • วัสดุคลุมดินสะท้อนแสง ช่วยลดเพลี้ยไฟในแปลงผัก

ในทางกลับกัน สิ่งที่เพลี้ยไฟชอบคือ แดดจัด ลมแรง อากาศแห้ง พืชขาดน้ำ ยอดอ่อนจำนวนมาก และปุ๋ยไนโตรเจนที่มากเกินไป

🐞 ศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยไฟ

ศัตรูธรรมชาติที่พบในสวนไทย ได้แก่ แมงมุม ตัวอ่อนแมลงช้างปีกใส และเพลี้ยไฟตัวห้ำ ส่วนเอกสารต่างประเทศระบุมวนตัวห้ำ Orius และไรตัวห้ำเป็นตัวสำคัญ การรักษาศัตรูธรรมชาติไว้ทำได้ด้วยการไม่พ่นสารฆ่าแมลงที่ออกฤทธิ์กว้างและตกค้างนานโดยไม่จำเป็น

ศัตรูธรรมชาติ ข้อมูลที่พบ
แมงมุม พบในสวนมังคุด ส่วนในส้มโอพบแมงมุมสานใยและแมงมุมตาหกเหลี่ยม
แมลงช้างปีกใส (Mallada basalis และชนิดอื่น) กรมวิชาการเกษตรระบุว่าเพลี้ยไฟเป็นเหยื่อชนิดหนึ่ง แต่ยังไม่พบอัตราปล่อยเฉพาะสำหรับเพลี้ยไฟ
มวนตัวห้ำ Orius ตัวเต็มวัยกินเพลี้ยไฟพริกได้ทุกระยะ เป็นตัวห้ำสำคัญของเพลี้ยไฟฝ้ายในฮาวาย
ไรตัวห้ำ Amblyseius swirskii มีแนวโน้มดีในพริกหวาน (งานต่างประเทศ)
แตนเบียน Ceranisus menes พบในเอเชีย เบียนเพลี้ยไฟฝ้าย
เชื้อราทำลายแมลง บิวเวอเรีย เมตาไรเซียม และ Purpureocillium lilacinum ผลแตกต่างกันตามสภาพแปลง

💊 ยาเพลี้ยไฟ เพลี้ยไฟใช้ยาอะไร

ยาฆ่าเพลี้ยไฟที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำสำหรับพริกในประกาศเตือนภัยเดือนเมษายน 2568 (ยังเป็นรายการเดิมในประกาศเดือนมีนาคม 2569) มี 7 ชนิด จาก 7 กลุ่มกลไกการออกฤทธิ์ คือ สไปนีโทแรม ไซแอนทรานิลิโพรล สไปโรมีซิเฟน อีมาเมกตินเบนโซเอต คลอร์ฟีนาเพอร์ ฟิโพรนิล และอิมิดาโคลพริด เวลาซื้อยากำจัดเพลี้ยไฟให้ดูชื่อสารออกฤทธิ์บนฉลาก ไม่ใช่ดูชื่อการค้า แล้วเทียบเลขกลุ่ม IRAC จากตารางนี้

ตารางนี้รวมสารที่หน่วยงานไทยแนะนำ อัตราที่ระบุเป็นอัตราต่อน้ำ 20 ลิตรตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรหรือกรมส่งเสริมการเกษตรสำหรับพืชนั้น ๆ ถ้าไม่มีอัตราจากหน่วยงานให้ใช้ตามอัตราบนฉลาก แถวกล้วยไม้สกุลหวายมาจากงานทดลองของกรมวิชาการเกษตรปี 2562 ไม่ใช่คำแนะนำ จึงให้ใช้ตามฉลาก

สารออกฤทธิ์ สูตร กลุ่ม IRAC พืช อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร
สไปนีโทแรม (spinetoram) 12% SC 5 พริก 30 มล. ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร
ไซแอนทรานิลิโพรล (cyantraniliprole) 10% OD 28 พริก 40 มล. ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร
สไปโรมีซิเฟน (spiromesifen) 24% SC 23 พริก 30 มล. ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร
อีมาเมกตินเบนโซเอต (emamectin benzoate) 1.92% EC 6 พริก 30 มล. ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร
คลอร์ฟีนาเพอร์ (chlorfenapyr) 10% SC 13 พริก 40 มล. ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร
ฟิโพรนิล (fipronil) 5% SC 2B พริก 40 มล. ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร
อิมิดาโคลพริด (imidacloprid) 70% WG 4A พริก 10 กรัม ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร
อิมิดาโคลพริด (imidacloprid) 10% SL 4A ทุเรียน 10 มล. ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร
ฟิโพรนิล (fipronil) 5% SC 2B ทุเรียน 10 มล. ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร
สไปนีโทแรม (spinetoram) 12% SC 5 มะม่วง 20 มล. ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร
คลอร์ฟีนาเพอร์ (chlorfenapyr) 10% SC 13 มะม่วง 30 มล. ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร
อะบาเมกติน (abamectin) 1.8% EC 6 มะม่วง 50 มล. ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร
สไปนีโทแรม (spinetoram) 12% SC 5 กล้วยไม้สกุลหวาย ใช้ตามอัตราบนฉลาก (งานทดลองกรมวิชาการเกษตร 2562 ใช้ 10–15 มล. ได้ผลสูงสุด) ห้ามใช้ในพื้นที่ที่พบการดื้อยา เช่น พุทธมณฑล สามพราน
คลอร์ฟีนาเพอร์ (chlorfenapyr) 10% SC 13 กล้วยไม้สกุลหวาย ใช้ตามอัตราบนฉลาก (งานทดลอง 2562 ใช้ 30 มล.)
อีมาเมกตินเบนโซเอต (emamectin benzoate) 1.92% EC 6 กล้วยไม้สกุลหวาย ใช้ตามอัตราบนฉลาก (งานทดลอง 2562 ใช้ 20–30 มล. ได้ผลเพียงปานกลาง)
ฟิโพรนิล (fipronil) 5% SC 2B กล้วยไม้สกุลหวาย ใช้ตามอัตราบนฉลาก (งานทดลอง 2562 ใช้ 30–50 มล.)
คาร์โบซัลแฟน (carbosulfan) ไม่ระบุสูตร 1A กล้วยไม้ ไม้ดอก 30–50 มล. ตามประกาศเตือนภัยกล้วยไม้ (อ้างคำแนะนำกรมวิชาการเกษตร) ตรวจความเข้มข้นกับฉลาก
โพรฟีโนฟอส (profenofos) ไม่ระบุสูตร 1B กล้วยไม้ ไม้ดอก 20–30 มล. ตามประกาศเตือนภัยกล้วยไม้ ตรวจความเข้มข้นกับฉลาก
เบนฟูราคาร์บ (benfuracarb) ไม่ระบุสูตร 1A กล้วยไม้ ไม้ดอก 50 มล. ตามประกาศเตือนภัยกล้วยไม้ ตรวจความเข้มข้นกับฉลาก
มาลาไทออน (malathion) 83% EC 1B ข้าว (ใบม้วนเกิน 50%) 20 มล. ตามคำแนะนำของกรมส่งเสริมการเกษตร
คาร์บาริล (carbaryl) 85% WP 1A ข้าว (ใบม้วนเกิน 50%) 20 กรัม ตามคำแนะนำของกรมส่งเสริมการเกษตร

ในมะม่วง กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้พ่นอย่างน้อย 2 ครั้ง คือช่วงเริ่มแทงช่อดอก และเมื่อผลขนาด 0.5–1.0 ซม. ถ้าระบาดรุนแรงให้พ่นเพิ่มก่อนดอกบาน ในมังคุดให้พ่น 1 สัปดาห์ก่อนดอกบาน ช่วงดอกบาน และ 1 สัปดาห์หลังดอกบาน ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ งานทดลองของกรมวิชาการเกษตรพบว่าสปินโนแซด (กลุ่ม 5) อิมิดาโคลพริด ไทอะมีทอกแซม และโคลไทอะนิดิน (กลุ่ม 4A) ได้ผลดี ส่วนอีมาเมกตินเบนโซเอตได้ผลน้อยกว่า สไปโรมีซิเฟนอยู่ในรายการของกรมวิชาการเกษตรสำหรับพริกและพืชตระกูลแตง ก่อนซื้อให้ตรวจว่าฉลากของผลิตภัณฑ์นั้นระบุใช้กับเพลี้ยไฟ

⚠️ ความปลอดภัยในการใช้สาร
อ่านฉลากทุกครั้งและใช้เฉพาะกับพืชที่ฉลากระบุ สวมถุงมือ หน้ากาก แว่นตา เสื้อแขนยาวขณะผสมและพ่น ในเงาะ กรมวิชาการเกษตรเตือนว่าสารบางชนิดอาจเป็นอันตรายต่อผึ้งถ้าพ่นช่วงดอกบานเต็มที่ ส่วนพืชที่คำแนะนำกำหนดให้พ่นช่วงดอกบาน เช่น มังคุด ให้พ่นตามกำหนดนั้นด้วยสารที่ฉลากระบุเท่านั้น และต้องเว้นระยะก่อนเก็บเกี่ยวตามที่ฉลากเขียนว่า “ห้ามเก็บเกี่ยวผลผลิตหลังพ่นครั้งสุดท้าย … วัน” ระยะนี้ต่างกันตามสารและพืช ถ้าพืชไม่อยู่บนฉลากห้ามนำไปใช้

🔁 ยาเพลี้ยไฟที่ดีที่สุดคือตัวไหน และวิธีป้องกันการดื้อยา

ไม่มียาเพลี้ยไฟที่ดีที่สุดตัวเดียว สารที่ได้ผลดีวันนี้จะเสื่อมลงถ้าพ่นซ้ำ คำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรจึงเน้นการสลับกลุ่มกลไกการออกฤทธิ์ มากกว่าการหาสารตัวเดียว

งานทดลองพริกของกรมวิชาการเกษตรปี 2556 พบว่าแปลงที่ใช้สไปนีโทแรมมีเพลี้ยไฟเหลือน้อยที่สุด และอธิบายส่วนหนึ่งว่าเป็นเพราะสไปนีโทแรมเป็นสารใหม่ ขณะที่อิมิดาโคลพริดและอีมาเมกตินถูกใช้กันมานาน ส่วนงานทดลองในมะเขือเทศพบว่าสาร 6 ชนิดที่ทดสอบให้ผลไม่ต่างกันทางสถิติ เอกสารต่างประเทศก็เห็นต่างกัน UF/IFAS ระบุว่าอิมิดาโคลพริดคุมเพลี้ยไฟพริกได้และสไปนีโทแรมเป็นสารพ่นทางใบที่ดีที่สุด แต่ UC IPM พบว่าอิมิดาโคลพริดมักไม่ได้ผลกับเพลี้ยไฟในไม้ประดับ และ UF/IFAS ไม่เคยพบรายงานว่าสารไพรีทรอยด์ได้ผลกับเพลี้ยไฟพริก แม้แต่สไปนีโทแรมที่ได้ผลดีในหลายงาน ก็พบเพลี้ยไฟฝ้ายดื้อสูงมากในกล้วยไม้ที่พุทธมณฑลและสามพราน

หลักสลับกลุ่มสารไม่ให้เพลี้ยไฟดื้อยา

  • ไม่ใช้สารชนิดเดียวพ่นซ้ำติดต่อกันหลายครั้ง ตามที่ประกาศเตือนภัยของกรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตรย้ำเสมอ
  • ในพืชตระกูลแตง กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้สลับกลุ่มสารทุกรอบ 14 วัน โดยภายในรอบ 14 วัน พ่นกลุ่มเดียวกันไม่เกิน 3 ครั้ง แล้วเปลี่ยนกลุ่ม ในมะม่วงก็ให้สลับกลุ่มทุก 14 วัน
  • สลับตามเลขกลุ่มหลัก ไม่ใช่กลุ่มย่อย เช่น 1A กับ 1B นับเป็นกลุ่มเดียวกัน คาร์บาเมตกับออร์กาโนฟอสเฟตจึงไม่ควรใช้สลับกันเอง
  • ใช้สารกลุ่มเดียวกันใน “ช่วงพ่น” หนึ่งช่วง แล้วเปลี่ยนกลุ่มในช่วงถัดไป ไม่พ่นกลุ่มเดิมกับเพลี้ยไฟรุ่นถัดไป
  • พ่นเมื่อเกินเกณฑ์เท่านั้น และพ่นให้ทั่วยอดอ่อน ดอก และซอกใบที่เพลี้ยไฟหลบ
💡 จดเลขกลุ่มทุกครั้งที่พ่น
ทำตารางเล็ก ๆ ติดไว้ที่โรงเก็บยา จดวันที่พ่น ชื่อสารออกฤทธิ์ และเลขกลุ่ม IRAC ทุกครั้ง พอถึงรอบถัดไปให้เลือกสารที่เลขกลุ่มไม่ซ้ำกับครั้งล่าสุด

🕷️ เพลี้ยไฟกับไรแดงต่างกันอย่างไร

เพลี้ยไฟเป็นแมลง ส่วนไรแดงไม่ใช่แมลง แต่เป็นสัตว์กลุ่มเดียวกับแมงมุมและเห็บ ตัวเต็มวัยของไรมี 8 ขา ลำตัวรูปไข่ ไม่มีปีก ขณะที่เพลี้ยไฟตัวเรียวยาวและตัวเต็มวัยมีปีกเป็นพู่ คนมักค้นหา “เพลี้ยไฟไรแดง” คู่กันเพราะทั้งสองระบาดในหน้าแล้งและทำให้ใบด่างเหมือนกัน

เพลี้ยไฟ ไรแดง ไรขาว เพลี้ยอ่อน
กลุ่มสัตว์ แมลง แมง (กลุ่มเดียวกับแมงมุม) แมง แมลง
รอยบนใบ ปื้นขาวหรือสีเงิน มีจุดมูลสีดำ จุดประสีเหลืองซีด ต่อมาใบเหลืองหรือแดงแล้วร่วง มองตัวแทบไม่เห็น ยอดอ่อนบิดเบี้ยว มีน้ำหวาน เกิดราดำ มีคราบลอกตัว
ใย ไม่มี มีใยเมื่อระบาดหนัก ไม่มี ไม่มี
ส่วนที่เห็นอาการก่อน ยอดอ่อน ดอก ผลอ่อน ใบแก่เหลืองและตายก่อน ยอดอ่อนและซอกใบ ใบที่มีน้ำหวานและราดำ

เรื่องยาต้องแยกให้ชัด UC IPM ระบุว่าสารฆ่าแมลงกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตและไพรีทรอยด์บางชนิดไม่ค่อยได้ผลกับไร และการพ่นสารออกฤทธิ์กว้างเพื่อกำจัดแมลงอื่นมักทำให้ไรระบาดตามมา เพราะศัตรูธรรมชาติของไรตายหมด ถ้าในแปลงมีทั้งเพลี้ยไฟและไร ให้ส่องดูให้แน่ใจว่าเป็นตัวไหน แล้วเลือกผลิตภัณฑ์ที่ฉลากระบุชื่อศัตรูพืชนั้น อย่าคิดว่ายาเพลี้ยไฟจะฆ่าไรได้ด้วยเสมอ ถ้าเจอแมลงปากดูดที่มีปุยขาวคลุมตัว นั่นคือเพลี้ยแป้ง ไม่ใช่เพลี้ยไฟ

🛡️ วิธีป้องกันเพลี้ยไฟระยะยาว

การป้องกันเพลี้ยไฟระยะยาวคือทำให้แปลงไม่เอื้อต่อการระบาด ได้แก่ ให้น้ำพอในหน้าแล้ง จัดการวัชพืชและพืชอาศัยรอบแปลง สำรวจเป็นประจำ และรักษาศัตรูธรรมชาติไว้

  • เริ่มสำรวจก่อนถึงช่วงเสี่ยง เช่น ก่อนทุเรียนออกดอกในเดือนธันวาคม และก่อนมังคุดออกดอก
  • ในแปลงแตง กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้คุมทั้งเพลี้ยไฟและวัชพืชรอบแปลงเพื่อลดโรคไวรัส ส่วนกล้วยไม้ให้กำจัดเพลี้ยไฟบนพืชอาศัยรอบแปลงด้วย
  • เลี่ยงการปลูกติดกับพื้นที่หญ้าหรือวัชพืชที่กำลังแห้ง และ UC IPM ยังแนะนำไม่ปลูกพริกติดแปลงหอม กระเทียม หรือธัญพืช
  • ให้น้ำสม่ำเสมอ ไม่ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกิน และเลี่ยงการเล็มทั้งพุ่มที่กระตุ้นให้แตกยอดอ่อนจำนวนมาก
  • เลือกสารที่ตรงกลุ่ม พ่นเมื่อจำเป็น และหลีกเลี่ยงสารออกฤทธิ์กว้างที่ฆ่าศัตรูธรรมชาติ

✅ สรุปเรื่องเพลี้ยไฟ

เพลี้ยไฟเป็นแมลงตัวเล็กยาว 1–2 มม. ที่เขี่ยดูดยอดอ่อน ดอก และผลอ่อน ทำให้ใบหงิก เป็นรอยสีเงิน ดอกร่วง และผลกร้าน ชนิดที่พบกว้างที่สุดในไทยคือเพลี้ยไฟพริก ซึ่งลงทั้งพริก ทุเรียน มะม่วง มังคุด และส้ม ส่วนเพลี้ยไฟฝ้ายลงกล้วยไม้ ไม้ดอก และพืชตระกูลแตง และเพลี้ยไฟข้าวลงนาข้าวระยะกล้า เพลี้ยไฟระบาดหนักช่วงร้อนแล้งฝนทิ้งช่วง และบางชนิดเป็นพาหะไวรัส

วิธีจัดการที่ดีคือสำรวจทุกสัปดาห์ เทียบเกณฑ์ ใช้น้ำ ความชื้น และการตัดยอดก่อน แล้วจึงใช้สารที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำโดยสลับกลุ่ม IRAC อ่านฉลาก และเว้นระยะก่อนเก็บเกี่ยวทุกครั้ง ไม่มียาตัวไหนดีที่สุดตลอดไป และยังไม่มีวิธีใดที่ทำให้เพลี้ยไฟหายขาดถาวร

📚 แหล่งอ้างอิง

🌱 ปลูกต้นไม้อยู่แล้ว อยากมีรายได้เพิ่ม?

เปลี่ยนต้นไม้ที่คุณปลูกให้เป็นรายได้ เปิดร้านบน KASETIDEA Market ได้ง่ายๆ ไม่กี่นาที มีหน้าร้านออนไลน์ของตัวเอง ให้ลูกค้าทั่วประเทศหาคุณเจอ

ลงขายต้นไม้ฟรี ไม่มีค่าธรรมเนียม

❓ คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

+ เพลี้ยไฟใช้ยาอะไร

กรมวิชาการเกษตรแนะนำสารสำหรับเพลี้ยไฟพริก 7 ชนิดจาก 7 กลุ่ม คือ สไปนีโทแรม (กลุ่ม 5) ไซแอนทรานิลิโพรล (28) สไปโรมีซิเฟน (23) อีมาเมกตินเบนโซเอต (6) คลอร์ฟีนาเพอร์ (13) ฟิโพรนิล (2B) และอิมิดาโคลพริด (4A) ในทุเรียนแนะนำอิมิดาโคลพริด 10% SL หรือฟิโพรนิล 5% SC อัตรา 10 มล. ต่อน้ำ 20 ลิตร ต้องสลับกลุ่มสารและไม่ใช้สารชนิดเดียวพ่นซ้ำติดต่อกันตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร อ่านฉลาก และเว้นระยะก่อนเก็บเกี่ยวทุกครั้ง

+ เพลี้ยไฟกลัวอะไร

ไม่มีเอกสารวิชาการที่ใช้คำว่ากลัวตรง ๆ แต่สิ่งที่ลดเพลี้ยไฟได้ชัดคือความชื้นและน้ำ เช่น การพ่นน้ำเพิ่มความชื้นทันทีที่เริ่มพบ การให้น้ำพอ และฝนตกหนัก นอกจากนี้ยังมีศัตรูธรรมชาติอย่างแมงมุม แมลงช้างปีกใส มวนตัวห้ำ และไรตัวห้ำ ส่วนสิ่งที่เพลี้ยไฟชอบคืออากาศร้อนแห้ง แดดจัด และพืชขาดน้ำ

+ วิธีกำจัดเพลี้ยไฟแบบธรรมชาติทำอย่างไร

เริ่มจากพ่นน้ำเพิ่มความชื้นทันทีที่เริ่มพบ ไม่ปล่อยให้พืชขาดน้ำ ตัดยอดที่ถูกทำลายไปทำลายนอกแปลง และแขวนกับดักกาวเหนียวสีเหลืองหรือสีน้ำเงินเพื่อตรวจจับ ในนาข้าวให้รักษาระดับน้ำ อย่าให้นาขาดน้ำ เชื้อราบิวเวอเรียและ Purpureocillium lilacinum ช่วยได้ในบางงานวิจัย แต่ผลในแปลงไม่แน่นอน ถ้าเพลี้ยไฟเกินเกณฑ์แล้วมักต้องใช้สารร่วมด้วย

+ เพลี้ยไฟกับไรแดงต่างกันอย่างไร

เพลี้ยไฟเป็นแมลงตัวเรียวยาว ตัวเต็มวัยมีปีกเป็นพู่ รอยทำลายเป็นปื้นสีเงินมีจุดมูลสีดำ ส่วนไรแดงไม่ใช่แมลง แต่เป็นแมงกลุ่มเดียวกับแมงมุม มี 8 ขา รอยทำลายเป็นจุดประสีเหลืองซีดและมีใยเมื่อระบาดหนัก ยาเพลี้ยไฟไม่ได้ฆ่าไรได้เสมอ ต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่ฉลากระบุศัตรูพืชที่พบจริง

+ เพลี้ยไฟระบาดช่วงไหน

เพลี้ยไฟระบาดหนักช่วงอากาศร้อน แห้งแล้ง แดดจัด และฝนทิ้งช่วง ในทุเรียนระบาดช่วงธันวาคมถึงพฤษภาคมซึ่งตรงกับช่วงออกดอกติดผล กล้วยไม้ระบาดมีนาคมถึงพฤษภาคม ส่วนนาข้าวระบาดในระยะกล้าหรือ 2–3 สัปดาห์หลังปักดำเมื่อนาขาดน้ำ ฝนตกหนักช่วยลดจำนวนเพลี้ยไฟได้

💥 ลักษณะการทำลาย

ลักษณะความเสียหายที่เกิดจากการทำลายของแมลง

ที่ยอดและใบอ่อน: ใบหงิก ขอบใบม้วนขึ้นด้านบน ใบเล็ก ยอดชะงักการเจริญ
ที่ผิวใบ: เป็นรอยขีดหรือปื้นสีเงิน มีจุดมูลสีดำเล็ก ๆ ต่อมาเป็นสีน้ำตาล
ที่ดอก: ดอกตูมแห้ง ดอกร่วง กลีบดอกด่างซีดเป็นตำหนิ
ที่ผล: ผลบิดงอ ผิวผลเป็นรอยกร้านสีน้ำตาล หรือวงสีเทาเงินถึงดำใกล้ขั้ว
ที่ผลทุเรียน: หนามผลอ่อนเป็นแผล ปลายหนามแห้ง ผลบิดเบี้ยว
ที่ใบข้าว: ปลายใบเหี่ยว ขอบใบม้วนเข้าหาเส้นกลางใบ ปลายใบแห้ง
ทั้งต้น: ระบาดรุนแรงต้นแคระแกร็น ยอดแห้ง และอาจตาย